Home
 

วิธีแบ่งมรดก

 1. ทายาทได้แก่ใครบ้าง

2. ทายาทโดยธรรมได้แก่ใครบ้าง

3. การแบ่งมรดกให้แก่ทายาทโดยธรรมแบบง่ายๆทำได้อย่างไร

4. ทายาทใดได้รับส่วนแบ่งอย่างไร

5. ทายาทชั้นใดได้รับมรดก

6.ทายาทลำดับเดียวกันได้เท่านั้น

7. ทายาทที่เป็นคู่สมรสคือสามีหรือภริยาของเจ้ามรดกบ้าง

8. ภริยาหลวงภริยาน้อยตามกฎหมายมีสิทธิในมรดกอย่างไรหรือไม

9.ลองมาแบ่งมรดกของผู้ตายกัน

10.ถ้าไม่มีทายาทมรดกให้แก่ใคร

11. อายุความมรดก

  

วิธีแบ่งมรดก

  เมื่อเจ้ามรดกตาย ปัญหาที่มีอยู่เสมอคือการแบ่งมรดกของเจ้ามรดกให้แก่ทายาทว่ายาทในระดับใดจะมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในมรดกและจะได้เท่าใด  แต่มักจะเถียงว่าตัวเองมีสิทธิได้มากกว่าบุคคลอื่นบ้างหรือว่าบางคนไม่มีสิทธิบ้างเป็นต้น  ก่อให้เกิดปัญหามาสู่ศาลเสมอ

            ดังนั้น  หากบุคคลใดเข้าใจในเรื่องสิทธิในการรับมรดกแล้วก็จะช่วยให้ลดปัญหาที่จะโต้เถียงกันในเรื่องนี้ไปเป็นอันมาก  จึงเสนอเรื่องง่ายๆ  เบื้องต้นของการแบ่งมรดกให้แก่ทายาทโดยทั่วๆไป  เพื่อประโยชน์ที่จะใช้งานทางปฏิบัติได้อย่างง่าย ๆ ดังนี้

 

1. ทายาทได้แก่ใครบ้าง

            สำหรับทายาทของผู้ตายนี้  มิได้กำหนดไว้ว่ามีใครบ้าง  ก็ต้องมองดูจากเจ้ามรดกไปเริ่มจากญาติใกล้ตัวเจ้ามรดกไปจนถึงห่างออกไป และก็รวมถึงคู่สมรสของเจ้ามรดกด้วย  หรือเจ้ามรดกจะทำเป็นหนังสือกำหนดว่าเมื่อตายลงแล้ว  ให้มรดกของตนตกได้แก่ใครก็ได้ ฉะนั้นจึงแบ่งทายาทออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ ทายาทที่มีสิทธิตามกฎหมาย  หมายความว่าพวกนี้กฎหมายกำหนดเลยว่าได้แก่ใครบ้าง เช่น บุตรของผู้ตาย  บิดามารดาของผู้ตาย  คู่สมรสของผู้ตาย  พวกนี้พอเจ้ามรดกตายปุ๊บก็ได้ปั๊บทันทีดังที่กล่าวแล้ว  ทายาทประเภทนี้เรียกกันว่า ทายาทโดยธรรม  ซึ่งประกอบด้วยทายาทที่เป็นญาติ เช่น ผู้สืบสันดานอันได้แก่บุตรของผู้ตายเป็นต้น  และทายาทที่เป็นคู่สมรสคือภริยาหรือสามีของผู้ตาย  อีกประเภทหนึ่งคือทายาทที่มีสิทธิตามพินัยกรรม คือเป็นเรื่องของผู้ตายทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้ซึ่งอาจเป็นคนอื่นก็ได้คือจะทำยกให้ใครแม้ไม่ใช่ญาติของตนก็ได้  เรียกทายาทประเภทนี้กันว่าผู้รับพินัยกรรม

                                                                                                             กลับด้านบน

2. ทายาทโดยธรรมได้แก่ใครบ้าง

            ทายาทโดยธรรมแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ทายาทที่เป็นญาติกับที่เป็นคู่สมรสที่เป็นญาติ ได้แก่ ญาติของผู้ตายต่อไปนี้ เรียงลำดับกันจากใกล้ชิดสนิทที่สุด

(1) ผู้สืบสันดาน

(2) บิดามารดา

(3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน

(4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน

(5) ปู่ ย่า ตา ยาย

(6) ลุง ป้า น้า อา

เช่นนาย ก. มีบุตรสองคนได้แก่ นาย  . และ ค. และมีบิดามารดา  ได้แก่นายเอก นางโท คือนายดำ นายแดง ดังนี้ หากนาย  . ตาย  ทายาทโดยธรรมของนาย ก.  ที่ยังมีชีวิตอยู่  ลำดับที่ 1 ผู้สืบสันดาน  ก็คือ นาย ข.  นาย ค.  บุตรของนาย  . ลำดับที่ 2 บิดามารดาก็คือนายเอก นางโท  บิดามารดาของนาย ก. ลำดับที่ 3      พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน   ก็คือ  นายดำ นายแดง  พี่ชายน้องชายของนาย ก. ฉะนั้นเมื่อกล่าวถึงทายาทที่เป็นญาติก็จะมีถึงหกลำดับนี้เท่านั้น  ห่างจากนี้ไปก็ไม่ใช่ทายาทแล้ว  แต่จะได้รับส่วนแบ่งมรดกทุกลำดับหรือไม่  ต้องดูกันต่อไปอีกชั้นหนึ่ง  เมื่อกล่าวถึงทายาทของผู้ตายก็ต้องเอาผู้ตายเป็นหลักคือศูนย์กลางดังตัวอย่างที่ยกขึ้นก็จะเห็นได้ง่ายๆ

            ส่วนทายาทที่เป็นคู่สมรสยิ่งง่ายใหญ่ คือ  สามีหรือภริยาของผู้ตายนั้นเอง  ทายาทประเภทนี้ถือว่าอยู่ในลำดับเดียวกับทายาทที่เป็นญาติทุกลำดับ คือ มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายตลอด เช่น ขณะนาย ก. ตาย มีลูกสองคน และมีนางแดงเป็นภริยา  ถือว่าผู้ตายมีทายาทโดยธรรม คือลูกสองคนและนางแดงภริยาผู้ตายมีสิทธิได้รับมรดก  หรือขณะที่นาย ก. ตายมีทายาท  ลำดับที่ 6 คือ ลุง ป้า น้า อา ของผู้ตายยังมีชีวิตอยู่  และมีนางแดงภริยายังมีชีวิตอยู่ฉะนั้นทายาทของผู้ตายได้แก่  ลุง ป้า น้า อา และนางแดง  ภริยาซึ่งมีสิทธิได้รับส่วนแบ่งมรดกแต่กรณีหลังนี้นางแดงก็จะได้ส่วนแบ่งมากขึ้นเท่านั้น
                                                                                                                กลับด้านบน

3. การแบ่งมรดกให้แก่ทายาทโดยธรรมแบบง่ายๆ ทำอย่างไร

            เรื่องการแบ่งมรดกก็ดีหรือใครเป็นทายาทโดยธรรมที่มีสิทธิในมรดกนี้ก็ดี  หากใครรู้ว่าตนมีสิทธิหรือไม่เพียงใด  ก็จะเป็นการดี  ถ้ารู้ว่าไม่มีสิทธิแล้วก็จะได้ชิดซ้ายไปไม่มายุ่งกับเขาหรือผู้มีสิทธิถ้ารู้ว่าตนจะได้แบ่งเท่าใดก็ได้อีกเช่นกัน  ไม่ต้องมาแย่งชิงกัน  หรือไม่ใช่เลือกเอาแต่ของดีๆ  เช่น จะเอาบ้านหลังนั้นบ้างละ  ที่ดินแปลงโน่นบ้างละ  ซึ่งโดยแท้ที่จริงแล้วทายาทที่มีสิทธิทุกคนถือว่าเป็นเจ้าของมรดกร่วมกันทุกชิ้น  แม้เข็มเล่มเดียวของเจ้ามรดก  ทายาทก็เป็นเจ้าของร่วมกันจนกว่าจะได้แบ่งปันกันแล้วเสร็จ  จึงจะถือว่าที่แบ่งให้ใครไปแล้วเป็นของคนนั้น

 

                                                                                                                  กลับด้านบน

4. ทายาทใดได้รับส่วนแบ่งอย่างไร

            ตามแผนผังต่อไปนี้ก็เป็นวิธีการแบ่งว่าเขาแบ่งมรดกกันอย่างไร  โดยให้หลักทั่วๆไป  ก่อนว่า  ทายาทที่เป็นญาติซึ่งมีอยู่ 6 ลำดับ  นับแต่ผู้สืบสันดานไปจนถึง ลุง ป้า น้า อา นั้นหากทั้ง 6 ลำดับยังมีชีวิตอยู่  ก็ใช่ว่าจะมีสิทธิรับมรดกทุกคนไม่ เพียงแต่อยู่ในข่ายหรือเป็นทายาทที่อยู่ใกล้ตัวเจ้ามรดกหน่อยเท่านั้น  เรียกว่าพอมีความหวังหรือได้ลุ้นบ้าง ถ้าหากให้มีสิทธิพร้อมกันทั้ง 6 ลำดับ แบ่งเสร็จสรรพก็อาจได้คนละหกสลึงเท่านั้น  จึงสำทับไปอีกว่า ทายาทที่อยู่ลำดับถัดลงไปไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย  เว้นแต่ (1)  กับ (2) ไม่ตัดกัน  ก็เอาเจ้ามรดกเป็นศูนย์กลาง  ถ้าดูลำดับแล้ว ลำดับ (1) คือผู้สืบสันดาน ลำดับ (2) คือ บิดามารดา ลำดับ (3) คือ พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน  จนถึงลำดับ( 6) คือ ลุง ป้า น้า อา

            ทั้งหมดนี้คือทายาทที่เป็นญาติโกโหติกาของเจ้ามรดกหรือผู้ตายนั่นเอง  ลำดับแรกคือ (1) ได้แก่ผู้สืบสันดาน คือ  ลูกของเจ้ามรดก ถัดไปอีก คือพ่อแม่ นั่นเอง ถัดไปไม่มีสิทธิก็หมายความว่า มีทายาทหลายลำดับแล้ว  ลำดับที่มาก่อนจึงจะมีสิทธิรับมรดก แต่ก็ยกเว้นกันเพียงสองลำดับ คือ ลูกเจ้ามรดก (ทายาทลำดับที่หนึ่ง) กับพ่อแม่เจ้ามรดก (ทายาทลำดับสอง) สองประเภทนี้ไม่ตัดกันคือได้ทั้งคู่  เรียกกันว่าทายาทลำดับหนึ่งกับลำดับสองไม่ตัดกัน ก็สมควรนะครับ  เจ้ามรดกตายที่ใกล้ตัวเจ้ามรดกที่สุดนอกจากสามีภริยาเขาแล้วก็พ่อแม่และลูกเขานั่นเอง

            ทีนี้ถ้าขณะตายเจ้ามรดกเป็นโสดมีแต่พ่อแม่   (อันดับสอง)   และพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน  (อันดับสาม) เช่นนี้ ผู้ได้รับมรดกก็คือพ่อแม่เท่านั้น     ทายาทอันดับถัด

ลงไป  คือ  พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันนั้นไม่มีสิทธิ จำง่ายๆ มีอันดับสองแล้วอันดับ  ถัดไปคือสามก็ไม่มีสิทธิหรือมีอันดับสามแล้ว       อันดับถัดไปคือสี่ไม่มีสิทธิไล่กันไป

เรื่อยๆ

                                                                                                             กลับด้านบน
5. ทายาทชั้นใดได้รับมรดก

            นอกจากลำดับทายาทของเจ้ามรดก  ก็ยังมีชั้นของทายาทอีก  อันนี้ก็มีปัญหาเหมือนกันคือทายาทลำดับหนึ่งได้แก่ผู้สืบสันดานของเจ้ามรดกนั่นเอง  แต่ผู้สืบสันดานก็ประกอบด้วย  ลูก หลาน เหลน ลื้อ ของเจ้ามรดกมีตั้งหลายชั้น คำว่าผู้สืบสันดานนั้น มีทั้งชั้นลูกของตัว  ชั้นหลาน ชั้นเหลน ชั้นลื้อ อีก เรื่องนี้มีข้อสงสัยกันอยู่ เพราะอันดับอื่นๆ         ก็คงไม่ต้องสงสัยความจริงในเรื่องนี้ท่านขยายความเรื่องผู้สืบสันดานไว้ว่า  ในระหว่างผู้สืบสันดานต่างชั้นกันบุตรของเจ้ามรดกชั้นสนิทที่สุดมีสิทธิรับมรดก  ส่วนผู้สืบสันดานชั้นถัดลงไปจะรับมรดกได้ก็แต่โดยอาศัยสิทธิในการรับมรดกแทนที่  ผู้สืบสันดานชั้นลูกเท่านั้นมีสิทธิรับมรดกของเจ้ามรดกส่วนชั้นหลานเหลนมีสิทธิก็เพียงแต่จะรับมรดกแทนที่เท่านั้น เช่น ก. มีลูกคือ ข. . มีลูกคือ ค.  . มีลูกคือ ง. ผู้สืบสันดานของ ก. ก็คือ ข. . และง. แต่ผู้สืบสันดานชั้นสนิทติดเจ้ามรดกก็คงได้แก่ ข. ลูกของ ก. เจ้ามรดกเท่านั้น  ส่วนผู้สืบสันดานชั้นถัดลงไป คือ ค. เป็นผู้สืบสันดานชั้นหลาน ง. เป็นผู้สืบสันดานชั้นเหลนไม่มีสิทธิรับมรดก  จึงเป็นอันว่าหาก ก. ตายลงไปโดย ข. . และ ง. ยังมีชีวิตอยู่ ข. เท่านั้นมีสิทธิรับมรดกของ ก. ส่วน ค. . อาจมีสิทธิก็โดยการรับมรดกแทนที่ ข. หรือ ค. ตามลำดับ เช่น ข.ตายก่อน ก. ต่อมา ก. ตาย เช่นนี้ในส่วนที่ ข.มีสิทธิรับมรดกของ ก. นั้น ค. ลูกของ ข. ก็เข้ารับมรดกแทนที่ ข.ไป ฉะนั้นหลานๆ  เหลนๆ  เฉยไว้ก่อน
                                                                                                             กลับด้านบน

6.ทายาทลำดับเดียวกันได้เท่านั้น

            สำหรับส่วนแบ่งนั้นถ้าลำดับใดมีสิทธิได้รับมรดกก็ได้เท่ากัน เช่น เจ้ามรดกมีผู้สืบสันดานชั้นลูกห้าคนก็ได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน  ในเรื่องทายาทอันดับหนึ่งและอันดับสองนั้นคือ ลูกของเจ้ามรดกกับพ่อแม่ของเจ้ามรดก ในการแบ่งมรดกก็ให้พ่อแม่ได้รับส่วนแบ่งเหมือนเป็นลูกไม่ใช่ให้พ่อแม่เป็นลูกเจ้ามรดกนะครับอย่าเพิ่งโกรธพาลน้อยอกน้อยใจไม่รับมรดกลูกเสียล่ะก็หมายความว่าได้รับส่วนแบ่งมรดก ดังนี้ พ่อคนหนึ่งเท่ากับลูกคนหนึ่ง  แม่คนหนึ่งเท่ากับลูกคนหนึ่ง เช่น ก. เจ้ามรดกมีลูก 3 คน พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ ขณะ ก. ตายมีเงิน 500,000 บาทดังนั้น  ทั้งลูกทั้งพ่อแม่เจ้ามรดกมีสิทธิรับมรดกโดยมีส่วนแบ่งเท่ากัน ลูก 3 ส่วน พ่อแม่ถือเป็นลูกได้ 2 ส่วน รวม 5 ส่วน แบ่งแล้วส่วนละ 100, 000 บาท ก็ได้คนละแสนบาท
                                                                                                             กลับด้านบน

7. ทายาทที่เป็นคู่สมรสคือสามีหรือภริยาได้รับส่วนแบ่งอย่างไร

             ทางฝ่ายคู่สมรสคือสามีหรือภริยาของเจ้ามรดกบ้าง มีสิทธิได้รับกับเขาบ้างไหม แค่ไหน เพียงไร ไม่น่าถามเลย ถ้าไม่ได้ก็บ้านแตกแน่ โดยเฉพาะภริยายังไงก็ต้องได้แน่ๆ ทางฝ่ายคู่สมรสนี้จะได้มากขึ้นเรื่อยๆ ทีเดียวแหละ  ดูตามแผนผังจะเห็นได้ชัดทีเดียว คือถ้าเจ้ามรดกตายยังมีลูกอยู่หรือหลานแทนที่ลูกอยู่  และคู่สมรสซึ่งอาจเป็นสามีหรือภริยายังมีชีวิตอยู่ ท่านว่าให้ถือว่าเป็นลูกนั่นเอง เช่น  สามีตาย ขณะตายมีลูก  2  คน และภริยาดังนี้ มรดกก็แบ่งเป็น 3 ส่วน ลูกได้คนละส่วน ภริยาก็ได้ไปอีกส่วนหนึ่ง เป็นต้น คู่สมรสอย่าไปตกอกตกใจว่าได้น้อย เพราะท่านได้ในฐานะเป็นสินสมรสมาครึ่งหนึ่งแล้ว ที่เอามาแบ่งนี้เป็นมรดก หรือส่วนของสามีหรือภริยาท่านเท่านั้น ทีนี้ถ้าขณะเจ้ามรดกตาย เจ้ามรดกมีลูก 2 คน พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ สามีหรือภริยาเจ้ามรดกมีชีวิตอยู่ ดังนี้ ทายาทเจ้ามรดกมีสิทธิรับมรดกก็ได้แก่ลูก 2 คน  พ่อแม่เจ้ามรดก สามีหรือภริยาเจ้ามรดก

            ฉะนั้น เมื่อมีลูกอยู่ให้ถือว่าพ่อแม่หรือสามีหรือภริยาของเจ้ามรดกได้รับส่วนแบ่งเหมือนลูก ก็เรียกกันง่ายๆ ว่าได้เท่ากับลูก เป็นอันว่าลูก 2 คน ก็สองส่วน พ่อแม่รวม 2 คน ก็สองส่วน ภริยาหรือสามีก็หนึ่งส่วน รวมเป็น 5 ส่วน ฉะนั้น ถ้าเจ้ามรดกมีทรัพย์สินตีเป็นเงิน 500,000บาท ก็ได้ไปคนละแสนบาท  ทีนี้ถ้าเจ้ามรดกยังไม่มีลูกเลยแต่มีพ่อแม่อยู่และสามีหรือภริยาอยู่  ดังนี้สามีหรือภริยาเจ้ามรดกได้มากขึ้น คือได้ครึ่งหนึ่งของกองมรดกเลย  ส่วนที่เหลือครึ่งหนึ่งก็ได้แก่ พ่อแม่ของเจ้ามรดก เช่น ขณะตายมีทรัพย์สินเป็นเงิน 1,000,000 บาท ก็แบ่งให้สามีหรือภริยาของเจ้ามรดกไปก่อนครึ่งหนึ่งคือ 500,000 บาท อีกครึ่งหนึ่งคือ 500,000 บาท  ก็ให้พ่อแม่ของเจ้ามรดกไป

            จะเห็นว่าสามีหรือภริยาของผู้ตายนั้นจะได้มากขึ้นเรื่อยๆ และถ้าหากเจ้ามรดกมีทายาทห่างๆ ออกไป เช่น อันดับ 4 พี่น้องร่วมแต่บิดามารดาของเจ้ามรดก หรืออันดับ 5 ปู่ ย่า ตา ยาย ของเจ้ามรดก หรืออันดับ 6 สุดท้าย ลุง ป้า น้า อา ของเจ้ามรดก แล้วสามีหรือภริยาของเจ้ามรดกจะได้ถึงสองในสามส่วน เช่น ขณะเจ้ามรดกตายมีทายาทที่เป็นญาติได้แก่ ลุง ป้า น้า อา ของเจ้ามรดกนั้น และมีสามีภริยาของเจ้ามรดกซึ่งเป็นทายาทที่เป็นคู่สมรส ถ้าเจ้ามรดกมีทรัพย์สินคิดเป็นเงิน 300,000 บาท คู่สมรสก็เอาไปสองในสามส่วนคือเอาไป 200,000 บาทอีกหนึ่งในสามส่วน คือ 100,000 บาท  ก็ให้ลุง ป้า น้า อาไป ถ้ามีอยู่สี่ท่านดังกล่าวก็ได้ไปคนละ 25,000 บาท เป็นต้น

            เรียกว่า สามีภริยาได้มากขึ้นเรื่อยๆ ก็น่าจะชอบด้วยเหตุผล  ผัวเมียขืนได้น้อยกว่าก็แย่นะสิ  ว่ากันจริงๆ แล้วที่เราท่านพบกันอยู่เสมอๆ ผู้ที่จะได้ส่วนแบ่งมรดกก็คือบุตรกับสามีหรือภริยาเจ้ามรดกเท่านั้น ส่วนพ่อแม่เจ้ามรดกก็อาจตายไปก่อนแล้ว  แต่แม้มีชีวิตอยู่ท่านก็ไม่เอาด้วย ให้หลานๆ ไปก็เป็นสิทธิของท่าน       แต่จะยุ่งยากมากก็กรณีเจ้ามรดกที่เป็นชายไปเที่ยวมีลูกอยู่ทั่วบ้านทั่วเมือง  ไปอยู่จังหวัดไหนก็ไปมีภริยาน้อยไว้ที่นั่นจนมีลูกด้วยกัน  พอตายลงก็แห่กันมาเผาศพ ทำเอาภริยาแท้จริงของเจ้ามรดกดีอกดีใจว่าผู้ตายช่างมีพรรคพวกมากมายจริงๆ มีบุญญาธิการเหลือเกิน  ที่ไหนได้ปรากฏว่าเป็นภริยาน้อยซึ่งเป็นการเรียกกันทั่วๆไป ความจริงแล้วภริยาประเภทนี้เรียกกันว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย  เพราะตามกฎหมายของเรานั้นบังคับให้มีผัวเดียวเมียเดียวเท่านั้น คือที่ต้องไปจดทะเบียนสมรสนั่นเอง  ฉะนั้น ประเภทนี้ไม่มีสิทธิได้มรดกของสามี ส่วนใหญ่เขาก็ไม่อยากได้หรอกครับ  เพราะเจ้ามรดกขนมาให้มากแล้วตั้งแต่ครั้งยังมีชีวิตอยู่ แหวนเพชรเอย ตุ้มหูเพชรเอย  สร้อยมุกเอย บ้านเอย ที่ดินเอย ฯลฯ อะไรต่อมิอะไรเรียบร้อยแล้ว  อมยิ้มลูกเดียว แต่ส่งลูกมาประกบขอแบ่งด้วย  ยังมีสิทธิลุ้นครับประเภทนี้ก็คือลูกนอกกฎหมายนั่นเอง  แต่เจ้ามรดกรับรอง เช่น ส่งเสียให้ค่าเล่าเรียนแสดงออกให้ปรากฏว่าเป็นบุตรเช่นเดียวกับบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย  ระบุไว้ในใบเกิดว่าเป็นบิดาหรือระบุไว้ในสำเนาทะเบียนบ้านว่าเป็นบิดา  เป็นต้น ลูกพวกนี้มีสิทธิรับมรดกเช่นกัน ก็น่าเห็นใจลูก ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรหลงโคจรมาเกิดเช่นนี้  ที่ว่ารับรองในที่นี้ก็มิใช่ว่าไปจดทะเบียนรับรองว่าเป็นบุตรที่อำเภอ  ถ้าอย่างนั้นเขามีสิทธิได้รับมรดกเต็มที่อยู่แล้ว  การรับรองที่กล่าวถึงคือการแสดงออกโดยพฤติการณ์ทั่วไปของชาวบ้านเรานี้เองว่าเป็นลูก  พูดแล้วก็น่าเห็นใจเกิดมาเป็นข้าวนอกนาก็อย่างนี้แหละ
                                                                                                            กลับด้านบน

8. ภริยาหลวงภริยาน้อยตามกฎหมายมีสิทธิในมรดกอย่างไรหรือไม่

            เรื่องคู่สมรสของเจ้ามรดกนี้ท่านเห็นคำว่า ภริยาหลวงภริยาน้อย ก็อาจเอะใจสงสัยอันนี้เป็นเรื่องตกค้างมาตั้งแต่สมัยก่อนครับ คือ ผัวเมียตามกฎหมายเก่าที่มีใช้กันอยู่ก่อนวันที่ 1 ตุลาคม พ.. 2478 สมัยนั้นเขามีภริยามากได้ คือมีภริยาหลวงและก็มีประเภทเล็กๆ ลงไปอีกหลายคน พวกนี้ก็เรียกกันว่าภริยาน้อย  อิจฉาผู้ชายสมัยนั้นจริงๆ ไม่ทราบว่าตอนนี้มีใครเหลืออยู่บ้างจะไปขอสัมภาษณ์หน่อยถึงความหลังอันสุโขของท่านว่า  ท่านมีวิทยายุทธ์อันล้ำลึกอย่างไร  ศึกษามาจากสำนักไหนถึงมีภริยาไว้ได้หลายคนในเวลาเดียวกันและมีหยูกยาโบราณขนานใดบำรุงกำลังทำเอายาสมัยนี้หมดท่าไปเลย  มิหนำซ้ำกลับมีโรคหดโรคจู๋คุกคามอีก  สมัยนั้นไม่ทราบว่ามีหรือเปล่า  สมัยที่ว่านั้นถือว่ามีภริยาหลายคนได้ และอาจอยู่ด้วยกันมาจนถึงปัจจุบัน กฎหมายครอบครัวเราสมัยใหม่คือที่ใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.. 2478 จึงได้กำหนดทางแก้เอาไว้ว่าภริยาที่ว่านั้นอาจมีชีวิตยืนยาวมาถึงขณะนี้ทั้งคู่คือทั้งหลวงและน้อย  และสามีเพิ่งมาตายขณะนี้  แล้วส่วนแบ่งของคู่สมรสที่ได้มาก็ต้องซอยมาอีกที  คือให้ภริยาน้อยแต่ละคนได้ครึ่งหนึ่งของภริยาหลวง เช่น สามีภริยาตามกฎหมายเก่าสมรสกันเมื่อ พ.. 2475 และยังมีภริยาน้อยอีก 2 คน เมื่อ พ.. 2476,2477 ตามลำดับ  ก็อยู่กินกันมาจนถึงเวลานี้สามีเพิ่งตาย และมีการแบ่งมรดกของผู้ตายแล้ว  โดยส่วนของภริยาได้มาคิดเป็นเงิน 4,000,000 บาท ฉะนั้นระหว่างภริยาด้วยกัน  ก็มาแบ่งกันอีก กรณีนี้ มีภริยาน้อยอยู่สองคนมีสิทธิได้ครึ่งหนึ่งของภริยาหลวงก็คิดกันง่ายๆ ว่า ภริยาหลวงๆ ได้ 2 ส่วน  ภริยาน้อยได้คนละ 1 ส่วน รวมสองคนเป็น 2 ส่วน รวมทั้งหมดเป็น 4 ส่วน  ภริยาหลวงได้ไปสองส่วนเป็นเงิน 2,000,000 บาท ภริยาน้อยคนละ 1 ส่วน เป็นเงินคนละ 1,000,000 บาท เป็นอันว่าภริยาน้อยแต่ละคนก็ได้ครึ่งหนึ่งของภริยาหลวง  ปัจจุบันกฎหมายรับรองภริยาเพียงคนเดียว  จะนำหลักนี้มาใช้ไม่ได้ ก็หาทางใช้ลูกเล่นเอาเองก็แล้วกัน  สำหรับผู้เป็นภริยาน้อยสมัยใหม่ที่ไม่มีกฎหมายรับรองฐานะท่านไว้
                                                                                                            กลับด้านบน

9.ลองมาแบ่งมรดกของผู้ตายกัน

            เผื่อสักวันเขาเชิญไปแบ่ง ท่านควรจะดูแผนผังประกอบด้วย  แบ่งง่ายๆ  เล่นไม่ยากเมื่อดูตามตัวอย่าง  ก็อาจมีอาชีพใหม่เป็นผู้เชี่ยวชาญการแบ่งมรดก  อย่างไรก็ตามแบ่งให้ดีๆ  ก็แล้วกัน ถ้าแบ่งให้เขาทะเลาะกันดีไม่ดีผู้แบ่งจะถูกล่าข้ามทวีปเอาได้

อุทาหรณ์ที่ 1

            นาย ก. ขณะตายมีบุตรอยู่สองคน ภริยาตายไปก่อนแล้ว  บิดามารดาของนาย ก. ก็ตายไปนานแล้ว  นาย  . มีทรัพย์สินอันเป็นกองมรดกทั้งบ้านเรือนและที่ดินรวมทั้งเงินสด คือคำนวณเป็นเงินรวมเบ็ดเสร็จ 101,000 บาท ดังนี้ ทายาทของนาย ก. ก็คือบุตรสองคน ซึ่งเป็นทายาทอันดับ 1  มีสิทธิได้ส่วนแบ่งเท่ากัน  มีอยู่สองคนก็แบ่งทรัพย์มรดกออกเป็นสองส่วนเท่ากันบุตรของนาย ก. ได้ไปคนละหนึ่งส่วนเท่ากันคือ คนละ 50,500  บาท

อุทาหรณ์ที่ 2

            นาย ก. มีนาง ข.เป็นภริยา ยังไม่มีบุตรไม่มีทายาทอื่นๆ เลย  บิดามารดาของนาย ก.ตายไปนานแล้ว ดังนี้ ถือว่านาย ก. มีทายาทเฉพาะนาง ข. ที่ เป็นคู่สมรสเท่านั้น มรดกของนาย ก. ทั้งหมดจึงตกได้แก่ นาง ข. คนเดียว

อุทาหรณ์ที่ 3

            นาย ก. แต่งงานกับนาง ข. โดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสกันมาได้ 15 ปี แล้ว มีลูกด้วยกันสามคน  ซึ่ง นาย ก. ก็อุปการะเลี้ยงดู ส่งเสียค่าเล่าเรียนและอยู่ร่วมบ้านเดียวกันตลอดมาแสดงให้ปรากฏแก่คนทั้งหลายว่า  บุคคลเหล่านี้เป็นภริยาและบุตรของตน นาย ก. ตายลงโดยไม่มีทายาทอื่นอีกเลย มีทรัพย์มรดกคิดเป็นเงิน 1,200,000 บาท ดังนี้ สำหรับนาง ข. ภริยานั้นเมื่อไม่ได้จดทะเบียนสมรสกับนาย ก. ตามกฎหมายปัจจุบันบังคับไว้ จึงไม่ใช่ภริยาถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ถือว่าเป็นทายาทที่เป็นคู่สมรส  ไม่มีสิทธิรับมรดกนาย ก. ส่วนบุตรสามคนก็เป็นบุตรนอกกฎหมายของนาย ก. ไม่ได้จดทะเบียนว่าเป็นบุตรจึงเป็นบุตรไม่ชอบด้วยกฎหมาย  เรียกว่าเป็นดอกผลของข้าวนอกนา  แต่กรณีเช่นนี้ถือว่าเป็นการรับรองโดยพฤติการณ์  มีสิทธิรับมรดกบุตรทั้งสามของนาย ก. จึงมีสิทธิรับมรดกโดยได้รับส่วนแบ่งเท่ากันคนละ 400,000 บาท

อุทาหรณ์ที่ 4

            นาย ก. มีบุตรสองคน ภริยาและบิดามารดาของนาย ก. ยังมีชีวิตอยู่ นาย ก. ตายมีทรัพย์มรดกคิดเป็นเงิน 500,000 บาท ดังนี้ ทายาท ของนาย ก. ได้แก่บุตรบิดามารดาและภริยาของนาย ก. โดยบิดามารดาและภริยา นาย ก. ได้รับส่วนแบ่งเหมือนทายาทชั้นบุตรของนาย ก. ดังนั้นบุตรสองคนเป็น 2 ส่วน ภริยา 1 ส่วน รวมเป็น 5 ส่วน มรดกรายนี้จึงตกได้แก่บุตรคนละ 100,000 บาท บิดามารดาคนละ 100,000 บาท  และภริยาได้ 100,000  บาท

อุทาหรณ์ที่ 5

            นาย ก. มีบิดามารดาและภริยา แต่ไม่มีบุตร ดังนี้ หากนาย ก. มีมรดก 200,000 บาท ภริยาก็ได้ไปก่อนครึ่งหนึ่ง คือ 100,000 บาท อีก 100,000 บาท ได้แก่บิดามารดาไป หากมีแต่บิดาหรือมารดาก็ได้ไปคนเดียว

            อุทาหรณ์ที่ 6

            นาย ก.มีบิดามารดาและพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน  ทายาทอื่นไม่มีอีก  ดังนี้บิดามารดาของนาย ก. ซึ่งเป็นทายาทอันดับสองได้มรดกไป  ส่วนพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันของนาย ก. ซึ่งเป็นทายาทลำดับสามไม่มีสิทธิ

อุทาหรณ์ที่ 7

            นาย ก. ทายาทของนาย ข. ผู้ตาย นาย ข.ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้นาย ก. ห้าแสนบาท แต่ยังมีทรัพย์สินที่ยังไม่ได้ระบุไว้ในพินัยกรรมอีกประมาณหนึ่งล้านบาท นาย ข.ยังมีทายาทอื่นอีก ดังนี้ ปัญหามีว่านาย ก. จะมีสิทธิในส่วนแบ่งของทรัพย์สินก้อนหลังนี้หรือไม่  ดังนั้นถือว่านาย ก.เป็นทายาทสองฐานะคือผู้รับพินัยกรรม  500,000 บาท และทายาทโดยธรรมอีกฐานะหนึ่ง มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งในทรัพย์สินหนึ่งล้านบาทด้วย โดยได้รับแบ่งตามหลักเกณฑ์และอุทาหรณ์ในตอนต้น

                                                                                                            กลับด้านบน  

10.ถ้าไม่มีทายาทมรดกได้แก่ใคร

            ถ้าไม่มีทายาท มรดกตกได้แก่แผ่นดิน  คือตกเป็นของรัฐบาลไป  แต่จริงๆ แล้วก็มักจะมีทายาทมาขอรับจนได้

                                                                                                            กลับด้านบน

11. อายุความมรดก

            อายุความมรดก โดยทั่วไปแล้วควรถือหนึ่งปีเป็นเกณฑ์ไว้ก่อน  คือต้องดำเนินการอะไรให้แล้วเสร็จเสียภายในหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกตายเป็นการดีที่สุด  ถึงแม้อาจมีข้อยกเว้นว่ามีอายุความสิบปีหรือไม่มีอายุความ  ซึ่งก็มักมีปัญหามาก  หากรีบจัดการภายในหนึ่งปี นับแต่เจ้ามรดกตายก็จะปลอดภัย
                                                                                                            กลับด้านบน