Home
Last modified : 26/01/2552
ค้นหาข้อมูล
ฏีกาเฉพาะเรื่อง -  มาตรา 13
คำพิพากษาฎีกาทั้งหมด 8 เรื่อง
คำพิพากษาฎีกาที่
รายละเอียด
1958/2548
โจทก์เป็นคนสัญชาติอังกฤษ จำเลยเป็นนิติบุคคลสัญชาติอเมริกันจดทะเบียนและมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองอีสท์ ออเรนจ์ มลรัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา สัญญาจ้างแรงงานที่โจทก์ทำกับจำเลย โจทก์ลงลายมือชื่อในประเทศไทย แล้วส่งสัญญาให้จำเลยลงลายมือชื่อในประเทศสหรัฐอเมริกา จึงถือว่าสัญญาจ้างแรงงานฉบับนี้ได้ทำขึ้นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ต้องบังคับตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 13 เมื่อสัญญาจ้างแรงงานดังกล่าวมีข้อตกลงว่า ให้สัญญาฉบับนี้อยู่ภายใต้บังคับและการตีความตามกฎหมายของมลรัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา จึงต้องบังคับตามกฎหมายของมลรัฐนิวเจอร์ซี่ตามเจตนาของคู่สัญญา และสัญญาจ้างแรงงานข้อ 20 กำหนดให้ข้อพิพาทหรือข้อขัดแย้งที่คู่สัญญาไม่สามารถตกลงกันได้ และข้อโต้เถียง สิทธิเรียกร้อง หรือข้อพิพาทอันเกิดแต่หรือเกี่ยวเนื่องกับสัญญานี้ให้ระงับโดยอนุญาโตตุลาการตามกฎของสมาคมการอนุญาโตตุลาการของประเทศสหรัฐอเมริกา และให้ถือว่าคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนของการดำเนินการฟ้องร้องคดี กระบวนการอนุญาโตตุลาการให้ดำเนินในเมืองอีสท์ ออเรนจ์ มลรัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือในสถานที่อื่นอันเป็นที่ยอมรับร่วมกันของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวใช้บังคับได้ เพราะเป็นวิธีระงับข้อพิพาทอย่างหนึ่งและข้อตกลงนี้ไม่ขัดต่อกฎหมายไทย และกฎหมายของมลรัฐนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา โจทก์จึงต้องปฏิบัติตามสัญญาโดยต้องให้อนุญาโตตุลาการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทอันเกิดจากสัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์กับจำเลยเสียก่อน เมื่อโจทก์ยังมิได้ดำเนินการให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด โจทก์จึงยังไม่อาจเสนอคดีนี้ต่อศาลแรงงานกลางได้ ตาม พ.ร.บ. อนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 มาตรา 14
แหล่งที่มา :
4838/2545
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดตามกฎหมายของ ประเทศสิงคโปร์ มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ ขอให้บังคับจำเลย ชำระหนี้จำนวน 1,217,986.42 ดอลลาร์สหรัฐ แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตรา ร้อยละ 8 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยชำระ ค่าธรรมเนียมทางกฎหมายจำนวน 17,004.98 ดอลลาร์สหรัฐ และ 1,056.64 บาท แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่า จะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลย ชำระเงินจำนวน 1,024,999.65 ดอลลาร์สหรัฐ แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตรา ร้อยละ 8 ต่อปี นับแต่วันที่ 3 เมษายน 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลย ชำระเงินค่าธรรมเนียมทางกฎหมายจำนวน 17,004.94 ดอลลาร์สหรัฐ กับ 1,056.64 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 มีนาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์และจำเลยไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่าโจทก์ เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ประกอบกิจการธนาคารพาณิชย์ในประเทศ สาธารณรัฐสิงคโปร์ จำเลยเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2537 จำเลยทำสัญญากู้เงินโจทก์จำนวน 10,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 + อัตราดอกเบี้ยไซเบอร์ (Singapore Inter Bank otter Rate (SIBOR)) กำหนดชำระ ต้นเงินคืนภายใน 12 เดือน นับแต่วันเบิกเงินกู้ครั้งแรก และชำระดอกเบี้ยเป็นงวดทุก 3 เดือน หรือ 6 เดือน หากจำเลยผิดนัด ยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยเพิ่มอีกร้อยละ 2 ต่อปี ซึ่งเท่ากับอัตราร้อยละ 2 + 1 + อัตราดอกเบี้ยไซเบอร์ต่อปี จำเลยได้นำหุ้นของธนาคาร เอเซีย จำกัด (มหาชน) จำนวน 4,500,000 หุ้น มาจำนำไว้แก่โจทก์เป็นประกัน วันที่ 17 ตุลาคม 2537 จำเลยเบิกเงินกู้จากโจทก์ไปจำนวน 6,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อถึงกำหนดชำระหนี้ตามสัญญา โจทก์และจำเลยได้ตกลงขยายเวลาชำระหนี้ออกไป จนถึงวันที่ 19 เมษายน 2540 ต่อมาจำเลยผิดสัญญากู้เงินฉบับลงวันที่ 21 ตุลาคม 2538 ที่จำเลยร่วมกับบริษัทยูนิเวสท์พรอพเพอร์ตี้ จำกัด กู้เงินจากโจทก์กับธนาคารผู้ให้กู้ร่วม อื่นอีก 2 ราย โจทก์ถือว่าจำเลยผิดสัญญากู้เงินในคดีนี้ด้วย จึงใช้สิทธิบังคับจำนำในวันที่ 1 เมษายน 2540 โดยขายทอดตลาดหุ้นทั้งหมดแล้วนำเงินมาชำระหนี้เงินกู้ และคิด ดอกเบี้ยเงินกู้ผิดนัดในอัตราร้อยละ 2 + 1 + อัตราดอกเบี้ยไซเบอร์ต่อปี จากต้นเงินที่ค้าง ชำระนับแต่วันที่ 3 เมษายน 2540 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันที่โจทก์ได้รับชำระหนี้ครั้งสุดท้าย ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์และจำเลยได้ตกลงกันในสัญญากู้เงินเอกสารหมาย จ.5 ข้อ 16.1 และ 22.1 ให้ศาลของประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์เป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณา คดีและใช้กฎหมายของประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ในการตีความสัญญาหรือการฟ้องร้อง บังคับคดีเกี่ยวกับสัญญาเงินกู้ ซึ่งต้องเป็นไปตามหลักการแสดงเจตนาของคู่กรณีตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 13 เท่าที่ไม่ขัดต่อ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนนั้น เห็นว่า ข้ออ้างของจำเลยดังกล่าว เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้ให้การไว้จึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบ ในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและ วิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 38 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาแผนก คดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย ที่จำเลยอุทธรณ์ในข้อสุดท้ายว่า ค่าทนายความที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและ การค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้จำเลยชำระแก่โจทก์จำนวน 100,000 บาท สูง เกินส่วนนั้น เห็นว่า ทุนทรัพย์ในคดีนี้มีจำนวนสูงถึง 46,497,247.86 บาท ส่วนค่า ทนายความที่ศาลกำหนดให้จำเลยใช้แทนโจทก์นั้นมีจำนวนเพียง 100,000 บาท คิดเป็น เพียงร้อยละ 0.215 ของจำนวนทุนทรัพย์ดังกล่าวเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่อาจกำหนดค่า ทนายความให้ในอัตราขั้นสูงได้ถึงร้อยละ 5 ของจำนวนทุนทรัพย์ตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สิน ทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 26 ประกอบตาราง 6 อัตรา ค่าทนายความท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ดังนั้นค่าทนายความที่ กำหนดไว้จำนวน 100,000 บาท จึงไม่สูงเกินส่วน อุทธรณ์ของจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 50,000 บาทแทนโจทก์
แหล่งที่มา :
9083/2539
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 732,053.30 บาท แก่โจทก์ พร้อม ด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่โจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายไปจนกว่าจะ ชำระเสร็จ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 46,630.91 บาท จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงินจำนวน 732,053.30 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 มิถุนายน 2532 จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยก่อนฟ้องต้องไม่เกินจำนวน 46,630.91 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยฎีกาข้อแรกว่า ผู้มีชื่อ 2 คน ในต่างประเทศไม่มีอำนาจ กระทำการแทนโจทก์ จึงไม่มีสิทธิมอบอำนาจให้นายพิชัย จุฬาโรจน์มนตรี ฟ้องคดี โจทก์ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง หนังสือมอบอำนาจช่วงเอกสารหมาย จ.10 เป็นการมอบอำนาจให้ กระทำการครั้งเดียวและได้นำไปใช้อ้างเป็นพยานหลักฐานต่อศาลในคดีอื่นแล้วจึงนำมา ใช้ในคดีนี้อีกไม่ได้ และศาลแพ่งไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ หนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.2 ได้ทำในเมืองต่างประเทศมีนายแพตรีเซีย เอ.บอนโน โนตารีปับลิกลงลายมือชื่อรับรองเป็นพยานว่าบุคคลทั้งสองได้สาบานและ ลงลายมือชื่อต่อหน้าตน และมีใบสำคัญของเลขาธิการแห่งมลรัฐนิวแฮมป์เชียร์กับ จ่าศาลสูงแห่งมลรัฐนิวแฮมป์เชียร์ ณ มณฑลฮิลส์โบโรห์ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาล ที่เกี่ยวข้องรับรองว่านายแพตรีเซีย เอ.บอนโน เป็นโนตารีปับลิกผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย แสดงว่านายแพตรีเซีย เอ.บอนโน ซึ่งเป็นโนตารีปับลิกมีอำนาจเป็นพยานรับการสาบาน และการลงลายมือชื่อดังกล่าวได้ จึงไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าหนังสือมอบอำนาจดังกล่าว จะไม่ใช่เอกสารที่แท้จริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 47 ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าศาลแพ่งไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้นั้น ปรากฏว่า ในใบตราส่งเอกสารหมาย จ.12 หรือ ล.1 ข้อ 5.2 (เอ) และข้อ 25 มีข้อความกำหนด ไว้ว่า ในกรณีที่การขนส่งสินค้าไปยังหรือมาจากประเทศสหรัฐอเมริกาเกิดความเสียหาย ในระหว่างการขนส่ง ให้ใช้กฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาบังคับ และศาลที่มีอำนาจ พิจารณาพิพากษาคดีคือศาลแห่งกรุงนิวยอร์ก เห็นว่า เมื่อสินค้าลงเรือแล้วผู้รับขน ได้ออกใบตราส่งให้แก่ผู้ส่งสินค้าและสัญญาว่า ผู้รับขนจะขนส่งสินค้าไปส่งมอบแก่ผู้รับ ใบตราส่งในประเทศปลายทาง ใบตราส่งจึงมีลักษณะเป็นหลักฐานแห่งสัญญาในการ ขนส่งสินค้าอยู่ด้วย ซึ่งจำเลยก็ได้ให้การยอมรับในข้อนี้ ดังนั้น ข้อความดังกล่าวจึงมีผล ผูกพันคู่สัญญาในใบตราส่ง คือบริษัทบ็อบแคตเลเธอร์คัมปะนีอิ้งค์ จำกัด ผู้ส่ง ซึ่งมี ภูมิลำเนาอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาและจำเลยผู้รับขน ส่วนโจทก์เป็นผู้รับประกันภัย สินค้าในระหว่างการขนส่งจากบริษัทซัมมิทซูส์อัปเบอร์ จำกัด ผู้รับตราส่ง ซึ่งมีภูมิลำเนา อยู่ที่ประเทศไทย โจทก์จึงเป็นบุคคลภายนอก ไม่ใช่คู่สัญญาในใบตราส่ง จึงไม่ถูกผูกพัน ตามข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าว เมื่อปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์ว่าขณะที่โจทก์ยื่น ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2533 จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ที่เลขที่ 231/2 ถนนสาธรใต้ แขวงและเขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ศาลแพ่งอันเป็น ศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(2) เดิม อันเป็นบทกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องคดี กรณีจึงไม่มี ข้อที่จะต้องวินิจฉัยตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 ดังที่จำเลยฎีกา จำเลยฎีกาข้อ 2 ว่า ฟ้องโจทก์ไม่ได้แสดงรายละเอียดว่า สินค้าหนังโคฟอกชนิดใด เสียหายจำนวนเท่าใด และคิดคำนวณค่าเสียหายของหนังโคฟอกแต่ละชนิดอย่างไร จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุม เห็นว่า โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ได้รับประกันภัยสินค้า ที่ขนส่งทางทะเลคือหนังโคฟอกย้อมสีจำนวน 5,655 แผ่น คำนวณได้ 54,502 ตารางฟุต จากผู้ซื้อในประเทศไทยเป็นเงิน 1,718,272.38 บาท จำเลยเป็นผู้ขนส่งสินค้าดังกล่าว จากประเทศสหรัฐอเมริกามาส่งให้ผู้ซื้อในประเทศไทย ปรากฏว่าเมื่อสินค้ามาถึง ประเทศไทย สินค้าบางส่วนคือหนังโคฟอกย้อมสีจำนวนหนึ่งมีสีช็อกโกแลต สีดำ และ สีสนิมเปียกน้ำและขึ้นราเสียหายรวมทั้งสิ้น 21,872 ตารางฟุต คิดเป็นเงิน 692,053.30 บาท ในระหว่างการขนส่งของจำเลย และผู้ซื้อได้เสียค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบสินค้าอีก เป็นเงิน 40,000 บาท โจทก์ได้ใช้เงินจำนวนดังกล่าวแก่ผู้ซื้อตามสัญญาประกันภัยไปแล้ว จึงรับช่วงสิทธิมาเรียกร้องจากจำเลยขอให้บังคับจำเลยใช้เงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ย เห็นว่า คำฟ้องโจทก์ดังกล่าวได้แสดงโดยชัดแจ้งซึ่งสภาพแห่งข้อหา คำขอบังคับ ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหานั้น โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับชนิด และจำนวนหนังโคฟอกย้อมสีที่ได้รับความเสียหายเพียงพอที่จำเลยจะเข้าใจและให้ การต่อสู้คดีได้แล้ว ส่วนรายละเอียดเกี่ยวกับการคิดคำนวณค่าเสียหายเป็นข้อเท็จจริง ที่โจทก์สามารถนำสืบได้ในชั้นพิจารณา ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม จำเลยฎีกาข้อ 3 ว่า เรือเล็กซ่าเมอส์กและเรือเมอส์กมอนโดที่ขนส่งสินค้าตามฟ้อง โจทก์นำสืบไม่ได้ว่าเป็นเรือของจำเลย เรือลำแรกจดทะเบียนเป็นของบริษัทอื่น และผู้ออก ใบตราส่งตามเอกสารหมาย จ.12 ไม่ใช่จำเลย จำเลยจึงไม่ใช่ผู้ขนส่งสินค้าตามฟ้อง ปัญหาข้อนี้จำเลยไม่ได้ให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่าเรือ 2 ลำ ดังกล่าวไม่ใช่เรือของจำเลย ดังนั้น ฎีกาประการแรกของจำเลยจึงเป็นฎีกาข้อเท็จจริงนอกประเด็นข้อต่อสู้ ศาลฎีกา ไม่รับวินิจฉัย ข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า เรือเล็กซ่าเมอส์กเป็นเรือ ของจำเลยได้ขนส่งสินค้าตามฟ้องจากประเทศสหรัฐอเมริกามาขนถ่ายและบรรทุกลง เรือเมอส์กมอนโดที่ท่าเรือประเทศสิงคโปร์และเรือลำดังกล่าวได้ขนส่งสินค้ามาส่งแก่ ผู้รับตราส่งที่ประเทศไทย ส่วนฎีกาประการหลังจำเลยให้การต่อสู้ว่า บริษัทผู้ส่งสินค้า ในประเทศสหรัฐอเมริกาไม่ได้ว่าจ้างบริษัทเมอส์ก สาขากรุงเทพฯ จำกัด หรือเมอส์ก สาขากรุงเทพฯ หรือจำเลยให้เป็นผู้ขนส่งสินค้าโดยเรือ 2 ลำดังกล่าวและใบตราส่ง เอกสารหมาย จ.12 มิได้ใช้ชื่อจำเลยเป็นผู้ออกให้แก่บริษัทผู้ส่ง จำเลยไม่ได้เป็นผู้ขนถ่าย สินค้าไปฝากไว้ที่คลังสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทย จำเลยจึงไม่ใช่ผู้ขนส่งสินค้า ดังโจทก์ฟ้อง ข้อนี้พยานหลักฐานโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจพร้อมคำแปลในเอกสาร หมาย จ.18 (28 แผ่น) ได้ความว่า บริษัทมีชื่อ 2 บริษัท ที่ประเทศเดนมาร์ก คือดัมสกิปส์ เซลสกาเบ็ท อาฟ 1912 อักตีเซลสกาป และ อักตีเซลสกาเบ็ท ดัมป์สกิปส์เซลสกาเบ็ท สเว็นด์บอร์ก ได้ร่วมกันมอบอำนาจให้นายพี.เค.มิลเลอร์ จดทะเบียนตั้งบริษัทจำเลย ในประเทศไทยเพื่อประกอบธุรกิจเดินเรือ จำเลยจึงเป็นตัวแทนหรือบริษัทสาขาของบริษัท แม่ 2 บริษัทดังกล่าว นายศราภัย มานิตยกุล พนักงานของจำเลยเบิกความว่า คนทั่วไป รู้จักจำเลยในชื่อว่าเมอส์กไลน์หรือสายเดินเรือเมอส์ก ดังนั้น คำว่า เมอร์กไลน์ จึงเป็นชื่อ ที่ใช้ในทางธุรกิจขนส่งสินค้าทางทะเลของบริษัทแม่ 2 บริษัท ที่ประเทศเดนมาร์ก รวมทั้ง จำเลยด้วย ปรากฏในใบตราส่งเอกสารหมาย จ.12 หรือ ล.1 ใช้คำว่า เมอส์กไลน์ ที่ข้าง กระดาษและลงลายมือชื่อโดยเมอส์กไลน์เอเยนซี่ เมืองบอสตันในฐานะตัวแทนผู้ขนส่ง แม้จะไม่ได้ใช้ชื่อจำเลยออกใบตราส่ง แต่ก็ต้องถือว่าใบตราส่งได้ออกโดยสายเดินเรือ เมอส์กที่เมืองบอสตันซึ่งเป็นตัวแทนสาขาของบริษัทแม่ดังกล่าวในประเทศเดนมาร์ก นอกจากนี้เมื่อเรือเมอส์กมอนโดเดินทางมาถึงประเทศไทย จำเลยซึ่งเป็นบริษัทสาขาหรือ ตัวแทนบริษัทเดินเรือที่ประเทศเดนมาร์กในประเทศไทยได้ยื่นเอกสารขอนำเรือเข้าท่า และขอเช่าเรือลากจูงกับนำหนังสือสัญญาค้ำประกันค่าใช้จ่ายของธนาคารมาวางเป็น ประกันต่อการท่าเรือแห่งประเทศไทยตามเอกสารหมาย จ.19 และ จ.20 และยื่นเอกสาร ต่อกองตรวจคนเข้าเมืองตามรายการเกี่ยวกับพาหนะเอกสารหมาย จ.1 โดยระบุว่าเป็น สายเดินเรือเมอส์กและตามสำเนาหนังสือสายเดินเรือเมอส์กสาขากรุงเทพฯ เอกสาร หมาย จ.22 เมื่อเรือเมอส์กมอนโดเดินทางมาถึงท่าเรือแล้ว จำเลยได้ขออนุญาตต่อ การท่าเรือแห่งประเทศไทยขอนำเรือเข้าเทียบท่าเขื่อนตะวันออกเพื่อความสะดวกรวดเร็ว ในการขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์เข้าโรงพักสินค้าต่อไป ตามเอกสารดังกล่าวจำเลยจึงไม่อาจ ปฏิเสธได้ว่าจำเลยไม่ได้เป็นผู้ขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์เข้าเก็บรักษาในคลังสินค้าของ การท่าเรือแห่งประเทศไทยดังที่จำเลยอ้างในฎีกา ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สายเดินเรือเมอส์ก เป็นธุรกิจของบริษัทเดินเรือแม่ในประเทศเดนมาร์กที่จำเลยเป็นตัวแทนในประเทศไทย และจำเลยเป็นผู้ขนส่งสินค้าพิพาท เมื่อสินค้าที่ขนส่งโดยเรือของสายเดินเรือเมอส์กเพื่อ ส่งให้แก่ผู้รับตราส่งในประเทศไทยเกิดความเสียหายซึ่งผู้ขนส่งจะต้องรับผิดชอบ จำเลย จะปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ออกใบตราส่ง จึงไม่ได้เป็นผู้ขนส่งสินค้าดังกล่าวหาได้ไม่ จำเลยฎีกาข้อ 4 ว่า สินค้าพิพาทเสียหายในระหว่างขนส่งเพราะเกิดแต่เหตุ สุดวิสัย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 616 ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติโดยจำเลยไม่ได้ฎีกาโต้แย้งว่า สินค้าหนังโคฟอกย้อมสีที่จำเลยขนส่ง ถึงกรุงเทพมหานครมาโดยเรือเล็กซ่าเมอส์กและเรือเมอส์กมอนโดบางส่วนเปียกน้ำทะเล และขึ้นรา เนื่องจากมีน้ำทะเลเข้าไปในตู้คอนเทนเนอร์ จำเลยนำสืบและฎีกาว่า เรือ เล็กซ่าเมอส์กได้ประสบภัยพายุหมุนอย่างรุนแรงพัดน้ำทะเลเป็นคลื่นสูง ท้องทะเล ปั่นป่วน เรือโคลงหนักน้ำเข้าดาดฟ้าเรือและตู้คอนเทนเนอร์ในระหว่างเดินทางในทะเล จากประเทศสหรัฐอเมริกามายังประเทศญี่ปุ่น เป็นเหตุให้สินค้าในตู้คอนเทนเนอร์ได้รับ ความเสียหาย ดังปรากฏรายละเอียดในรายงานของนายเรือตามบันทึกเหตุสุดวิสัย ทางทะเลพร้อมคำแปลเอกสารหมาย ล.2 จึงเป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่อาจป้องกันได้ ผู้ขนส่ง ไม่ต้องรับผิดนั้น จำเลยมีหน้าที่ต้องนำสืบพิสูจน์ พยานจำเลยคงมีนายศราภัย มานิตยกุล ผู้จัดการแผนกชดใช้ค่าเสียหายของบริษัทจำเลยเบิกความประกอบบันทึกรายงาน เหตุการณ์เรือประสบภัยของนายเรือต่อสถานกงสุลเดนมาร์กประจำเมืองโยโกโฮม่า ประเทศญี่ปุ่น ตามเอกสารหมาย ล.2 ดังกล่าว เท่านั้น เห็นว่า การที่น้ำทะเลเข้าดาดฟ้า เรือในขณะเรือแล่นอยู่กลางทะเลย่อมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ตามปกติของการขนส่งทาง ทะเล จำเลยผู้ขนส่งทางทะเลย่อมทราบดีถึงภัยทางทะเลดังกล่าว ไม่ปรากฏจากพยาน หลักฐานของจำเลยว่าจำเลยได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรเพื่อป้องกันมิให้สินค้า ในตู้คอนเทนเนอร์ต้องเสียหายจากการที่น้ำทะเลไหลเข้าไปในตู้สินค้า จำเลยจึงไม่อาจ ปฏิเสธความรับผิดในความเสียหายของสินค้าที่เปียกน้ำทะเลว่าเกิดแต่เหตุสุดวิสัยได้ ทั้งเหตุพายุหมุนอย่างรุนแรง คลื่นสูง และท้องทะเลปั่นป่วนตามที่จำเลยฎีกา จำเลย ก็มิได้นำสืบให้ปรากฏว่าเป็นเหตุผิดปกติวิสัยที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้จะได้จัดการ ระมัดระวังตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาระเช่นจำเลย จึงยัง ไม่อาจถือเป็นเหตุสุดวิสัย ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 8 แห่งประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ได้ จำเลยฎีกาข้อ 5 ว่า ความรับผิดของจำเลยย่อมสิ้นสุดลงเพราะผู้รับตราส่งได้รับ เอาสินค้าไว้โดยไม่อิดเอื้อน และได้ชำระค่าระวางเรือแก่จำเลยแล้ว ตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 623 ข้อนี้จำเลยให้การว่า จำเลยได้ส่งมอบสินค้าให้แก่บริษัท ซัมมิทซูส์อัปเปอร์ จำกัด ผู้รับตราส่งในวันที่ 20 เมษายน 2532 โดยได้ความจากนายศราภัย มานิตยกุล พยานจำเลยว่า จำเลยได้ออกใบปล่อยสินค้าแก่ผู้รับตราส่งให้มารับสินค้า ตั้งแต่วันที่ 18 เมษายน 2532 พยานหลักฐานโจทก์ปรากฏตามใบสำรวจความเสียหาย เอกสารหมาย จ.25 ว่า บริษัทอินเตอร์แนชชั่นแนลแอดจัสต์เม้นต์ จำกัด ได้สำรวจพบว่า สินค้าบางส่วนเปียกน้ำและขึ้นราได้รับความเสียหายตามคำร้องขอของผู้รับตราส่งใน วันที่ 20 เมษายน 2532 โดยนายสุนทร จรัสศิริพงษ์ พนักงานสำรวจความเสียหายของ บริษัทดังกล่าวเบิกความว่าผู้แทนผู้ขนส่งได้ร่วมทำการสำรวจด้วย และการท่าเรือแห่ง ประเทศไทยได้ออกใบสำรวจสินค้ายืนยันว่าได้มีการสำรวจเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2532 พบว่าสินค้าบางส่วนเปียกน้ำและขึ้นราตามรายการสำรวจสินค้าเอกสาร หมาย จ.15 ดังนั้น จึงฟังได้ว่าบริษัทซัมมิทซูส์อัปเปอร์ จำกัด และผู้แทนจำเลยได้พบว่า สินค้าที่จำเลยขนส่งมาเกิดความเสียหายในวันเดียวกับที่จำเลยได้ส่งมอบ แม้จะฟังว่า ผู้รับตราส่งได้ชำระค่าระวางเรือแล้ว ก็ไม่อาจฟังได้ว่าผู้รับตราส่งได้รับสินค้าไว้โดย ไม่อิดเอื้อนความรับผิดของจำเลยผู้ขนส่งจึงยังไม่สิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 623 วรรคหนึ่ง จำเลยฎีกาข้อ 6 ว่า โจทก์ไม่ได้เป็นผู้รับประกันภัยการขนส่งสินค้าตามฟ้อง และ ไม่ได้รับช่วงสิทธิโดยชอบที่จะฟ้องให้จำเลยรับผิด ข้อนี้จำเลยให้การว่า กรมธรรม์ ประกันภัยไม่ได้ลงลายมือชื่อผู้รับประกันภัย แต่ฎีกาอ้างว่าผู้จัดการสาขาของโจทก์ใช้ ตราประทับแทนการลงลายมือชื่อในกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.11 โดยไม่มี พยานมาเบิกความรับรองเป็นการไม่ชอบ ไม่ตรงกับที่ให้การต่อสู้ แต่อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้เป็นเรื่องโจทก์ผู้รับประกันภัยรับช่วงสิทธิจากบริษัทซัมมิทซูส์อัปเปอร์ จำกัด ผู้เอาประกันภัยมาฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยผู้ขนส่งสินค้า มิได้ฟ้องบังคับ จำเลยตามสัญญาประกันภัย จึงไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานการรับประกันภัยเป็นหนังสือ มาแสดง โจทก์มีนางสุรีย์พร ศุภสิทธิจันทร์ พนักงานของโจทก์ และนายสุชาติ ชัวพันศิริพร พนักงานของบริษัทผู้เอาประกันภัยเบิกความรับรองว่า โจทก์เป็นผู้รับ ประกันภัยการขนส่งทางทะเลสินค้าหนังโคฟอกย้อมสีของบริษัทซัมมิทซูส์อัปเปอร์ จำกัด โดยจำเลยเป็นผู้ขนส่งสินค้าของผู้เอาประกันภัย จำเลยมิได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็น อย่างอื่น พยานบุคคลของโจทก์จึงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยสินค้าตามฟ้อง โดยไม่ต้องอาศัยพยานหลักฐานเป็นหนังสือ ข้ออ้างของจำเลยจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย ส่วนเรื่องการรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยนั้นโจทก์มีใบรับช่วงสิทธิในความสูญเสีย พร้อมคำแปลเอกสารหมาย จ.17 กับนางสุรีย์พร นายสุชาติ และนางสาวไพเราะ ติญญนนท์ พนักงานบริษัทอินเตอร์แนชชั่นแนลแอดจัสต์เม้นต์ จำกัด เบิกความประกอบ กันฟังได้ว่า โจทก์ได้ใช้ค่าเสียหายของสินค้าที่จำเลยขนส่งแก่ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว โจทก์จึงได้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยที่จะฟ้องเรียกเอาจากจำเลยได้ พิพากษายืน
แหล่งที่มา :
2768/2532
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัด ที่รัฐนิวแฮมเชีย ประเทศสหรัฐอเมริกา มีสาขาในประเทศไทย ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการประกันภัย จำเลยทั้งสองเป็นนิติบุคคล ตามกฎหมายแห่งประเทศเดนมาร์ก เข้าหุ้นประกอบพาณิชยกิจ ใช้ชื่อว่า สายเดินเรือเมอส์ก มีสาขาทั่วโลก รวมทั้งสาขาในประเทศไทย บริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ได้สั่งซื้อสินค้า จำพวกอะไหล่รถแทรกเตอร์ จากบริษัทเอ็กซ์-สเป็ค องค์ ประเทศ สหรัฐอเมริกา ผู้ขายได้ส่งมอบสินค้าสองรายการให้ตัวแทนของจำเลย รับขนจากประเทศสหรัฐอเมริกามายังประเทศไทย และเพื่อประกัน ความเสียหายของสินค้าดังกล่าว ผู้ซื้อได้เอาประกันภัยสินค้าไว้กับ โจทก์เป็นเงิน 190,000 เหรียญสหรัฐ สำหรับสินค้าที่สั่งซื้อ ในเดือนมีนาคมและเป็นเงิน 155,660 เหรียญสหรัฐ สำหรับสินค้าที่ สั่งซื้อในเดือนกรกฎาคมดังกล่าว เมื่อสินค้าทั้งสองรายการมาถึง ท่าเรือกรุงเทพ ปรากฏว่า มีสินค้าขาดหายไป คิดเป็นความเสียหาย ที่เกิดแก่ผู้ซื้อตามที่ประกันภัยไว้เป็นเงิน 2,984.46 เหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ในขณะที่สินค้าได้รับการขนส่งโดยเรือของจำเลยและก่อนส่งมอบ สินค้าแก่ผู้รับใบตราส่ง ผู้สั่งซื้อได้ทวงถามให้จำเลยใช้ค่าเสียหาย ดังกล่าวแล้ว จำเลยไม่ชำระ จึงมาเรียกร้องโจทก์ใช้ค่าเสียหาย โจทก์ได้ใช้เงินให้แก่ผู้สั่งซื้อ คิดเป็นเงินไทยรวมทั้งสิ้น 288,159.04 บาท และเข้ารับช่วงสิทธิในการเรียกร้องเอาค่าเสียหาย ต่อจำเลยในจำนวนเงินดังกล่าว โจทก์ทวงถามจำเลยแล้ว จำเลยทั้งสอง ไม่ชำระ ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงิน 288,159.04 บาท แก่โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี ในต้นเงิน ดังกล่าว นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่า ผู้ส่งสินค้ามีสัญชาติอเมริกัน จำเลยมีสัญชาติเดนมาร์ก ทำสัญญากันในต่างประเทศจึงต้องใช้กฎหมายของประเทศสหรัฐว่าด้วย การขนส่งทางทะเล ค.ศ. 1936 บังคับ ซึ่งหากจำเลยจะต้องรับผิด ก็รับผิดชดใช้ค่าเสียหายในวงเงินไม่เกิน 500 เหรียญสหรัฐหรือ คิดเป็นเงินไทยไม่เกิน 10,000 บาท ทั้งนี้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วย การขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 มาตรา 13 อีกทั้งตามข้อ 5 แห่งใบตราส่ง ซึ่งเป็นสัญญาระบุให้นำกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางทะเล ของสหรัฐใช้บังคับด้วย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกัน ใช้เงิน 32,000 บาท ให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษา แก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินแก่โจทก์ จำนวน 288,159.04 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า สินค้าตาม ใบตราส่งเอกสารหมาย ล.14 เสียหาย 2 หีบห่อ และสินค้าตามใบตราส่ง เอกสารหมาย ล.16 เสียหาย 1 หีบห่อ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า จำเลยทั้งสองจะต้องรับผิดเพียงใด เห็นว่า เมื่อสินค้าที่ขนส่ง ได้มาถึงท่าเรือกรุงเทพมหานครของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็น ตำบลที่กำหนดให้ส่งและบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ผู้รับตราส่งได้เรียกให้ส่งมอบแล้ว แต่ปรากฏว่ากล่องสินค้า แตกและสินค้าบางส่วนสูญหายไป ทั้งผู้ซื้อและจำเลยทั้งสองผู้ขนส่ง ก็เป็นนิติบุคคลที่มีสาขาในประเทศไทย มูลคดีจึงเกิดขึ้นในประเทศไทย ต้องบังคับกันตามกฎหมายแห่งประเทศไทย หามีปัญหาว่าจะพึงใช้กฎหมายใด บังคับอันจะต้องวินิจฉัยตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วย การขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 ตามฎีกาของจำเลยไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 609 วรรคสอง บัญญัติว่า รับขนของทางทะเลท่านให้บังคับตามกฎหมายและกฎข้อบังคับว่าด้วยการนั้น แต่ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการรับขนของทางทะเลใช้บังคับ และไม่ปรากฏว่ามีจารีตประเพณีการขนส่งทางทะเลที่ถือปฏิบัติกันอยู่ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะรับขน ในหมวดรับขนของอันเป็นกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาปรับแก่คดี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 วรรคท้าย ซึ่งประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 625 ห้ามผู้ขนส่งกำหนดข้อความยกเว้นหรือ จำกัดความรับผิดไว้ในใบรับ ใบตราส่งหรือเอกสารอื่น ๆ ทำนองนั้น เว้นแต่ผู้ส่งจะได้แสดงความตกลงด้วยอย่างแจ้งชัด ปรากฏว่าข้อความ จำกัดความรับผิดของจำเลยได้ระบุไว้ด้านหลังใบตราส่ง เอกสารหมาย ล.14 และ ล. 16 กำหนดเงื่อนไขไว้ว่าผู้รับขนไม่ต้องรับผิดสำหรับ ความสูญหายหรือเสียหายของสินค้าเกินกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4(5) แห่งกฎหมายว่าด้วยการขนส่งสินค้าทางทะเลของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งก็คือการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 625 นั่นเอง คดีนี้ จำเลยทั้งสองนำสืบ ว่าผู้ส่งหรือผู้ตราส่งกับจำเลยทั้งสองต่างเป็นสมาชิกของชมรมการ เดินเรือฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกเกี่ยวกับการจำกัดค่าเสียหาย ทั้งเอกสาร หมาย ล.10 ที่จำเลยอ้างก็ไม่เกี่ยวข้องกับสินค้าพิพาท จึงยังไม่พอ ฟังว่า ผู้ส่งสินค้ารายพิพาทนี้ได้ทำความตกลงในเรื่องดังกล่าว แล้วโดยชัดแจ้ง ข้อความจำกัดความรับผิดดังกล่าว จึงย่อมไม่มีผลใช้ ยันผู้ส่งได้และไม่อาจใช้ยันบริษัทอินเตอร์เนชั่นแนล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ผู้รับตราส่งซึ่งได้รับช่วงสิทธิจากผู้ส่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 627 ตลอดจนโจทก์ผู้รับ ประกันภัยซึ่งรับช่วงสิทธิของผู้รับตราส่งมาอีกทอดหนึ่ง โจทก์จึงหา ผูกพันให้ต้องเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสองได้เพียง 500 เหรียญสหรัฐอเมริกา ต่อสินค้า 1 หีบห่อไม่ เทียบตามนัยแห่ง คำพิพากษาฎีกาที่ 3401/2529 ระหว่าง บริษัทไพศาลประกันภัย จำกัด โจทก์ บริษัทดัมป์สกิบส์เซลสกาเบ็ทอาฟ 1912 อักทีเซลสแก็บ กับพวก จำเลย...และที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ความรับผิดของจำเลยทั้งสองในคดี นี้ต้องเป็นไปตามระเบียบของชมรมการเดินเรือฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกนั้น จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การไว้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยที่ศาลอุทธรณ์ พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดใช้เงินแก่โจทก์ตามฟ้อง อันเป็นจำนวนความเสียหายแท้จริงที่เกิดขึ้นจึงชอบแล้ว" พิพากษายืน
แหล่งที่มา :
2466/2532
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ประกอบกิจการรับประกันภัย จำเลยเป็น บริษัทจำกัดมีวัตถุประสงค์รับจ้างขนส่งทางทะเล ห้างหุ้นส่วนจำกัด มโนยนต์ได้สั่งสินค้าเครื่องอะไหล่จากบริษัทเซ็นทรัล ออโตโมทีฟ โปรดักส์ จำกัด ประเทศญี่ปุ่น จำนวน 6,042 ชุด บรรจุในหีบรวม 16 หีบ ผู้ขายได้จัดส่งสินค้าโดยว่าจ้างสายการเดินเรือโอเรียนท์ โอเวอร์ซีส์ คอนเทนเนอร์ ไลน์ เป็นผู้ขนส่งสินค้า แต่สายการเดินเรือ ดังกล่าวไม่มีสาขาในประเทศไทย จึงมอบให้จำเลยเป็นผู้ขนส่งสินค้าร่วม อีกทอดหนึ่ง จำเลยตกลงเป็นผู้ขนส่งทอดสุดท้าย ในการสั่งซื้อสินค้า ดังกล่าวห้างหุ้นส่วนจำกัดมโนยนต์ได้เอาประกันภัยสำหรับความเสียหาย หรือสูญหายของสินค้าไว้กับโจทก์ในวงเงิน 1,389,896.40 บาท เมื่อสินค้ามาถึงประเทศไทย พบว่าหีบบรรจุสินค้าหลายหีบแตกและสูญหาย เครื่องอะไหล่หายไป 3,454 ชุด เป็นเงิน 805,777.94 บาท จำเลยไม่ชำระ ค่าเสียหายดังกล่าว ห้างหุ้นส่วนจำกัดมโนยนต์จึงเรียกร้องให้โจทก์ ชำระตามสัญญาประกันภัย โจทก์ได้ชำระค่าเสียหายดังกล่าวให้ ห้างหุ้นส่วนจำกัดมโนยนต์ไปแล้ว จึงเป็นผู้รับช่วงสิทธิที่จะ เรียกร้องเอาจากสายการเดินเรือโอเรียนท์ฯ และจำเลย โจทก์ทวงถาม จำเลยแล้วแต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยใช้เงินจำนวน 805,777.94 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะ ชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยประกอบกิจการค้าเป็นตัวแทนของ สายการเดินเรือท่านั้นมิได้ประกอบการขนส่ง บริษัทสายการเดินเรือ โอเรียนท์ฯ รับจ้างขนส่งสินค้ารายนี้มาส่งเพียงท่าเรือประเทศฮ่องกง ต่อจากนั้นเรือ "ไทยทับทิม" ของบริษัทสายการเดินเรืออื่นเป็น ผู้รับขนส่งช่วงจากฮ่องกงมายังท่าเรือกรุงเทพฯ สินค้าพิพาทมิได้ ถูกโจรกรรมในระหว่างการขนส่ง โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายค่าสินไหม ทดแทนให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดมโนยนต์ โจทก์จึงมิใช่ผู้รับช่วงสิทธิ ของห้างฯ ผู้ส่งและผู้รับขนส่งมีสัญชาติต่างกันไม่ทราบเจตนาว่า จะใช้กฎหมายประเทศใด ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 บังคับให้ใช้กฎหมายของประเทศญี่ปุ่นที่ทำสัญญารับขนส่ง ทางทะเลนั้น กฎหมายดังกล่าวคือพระราชบัญญัติการขนส่งสินค้าทางทะเล ระหว่างประเทศ ค.ศ. 1957 ที่กำหนดให้ผู้รับขนส่งรับผิดความสูญหายของ สินค้าที่ขนส่งไม่เกิน 100,000 เยนต่อ 1 หีบห่อ จึงเป็นความรับผิดใน คดีนี้ 1,000,000 เยน หรือ เท่ากับ 90,000 บาท ซึ่งหากจำเลยจะ ต้องรับผิดร่วมกับผู้ขนส่ง ก็คงมีความรับผิดเพียง 90,000 บาท เท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 805,777.94 บาทพร้อมด้วย ดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลย ข้อแรกมีว่าจำเลยเป็นผู้ขนส่งทอดสุดท้ายหรือไม่ ได้ความตามคำเบิก ความของนายไพโรจน์ ปรุงวนิชย์ศิริ ผู้ช่วยผู้จัดการบริษัทจำเลย นายสมศักดิ์ ไกรพันธ์ พนักงานบริษัทจำเลย และนายสมพันธ์ บุญยประเวศ พนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทย พยานจำเลยว่า ตามใบตราส่งเอกสาร หมาย ล.1 สายเดินเรือโอเรียนท์ โอเวอร์ซีส์ คอนเทนเนอร์ ไลน์ ผู้ขนส่งมีหน้าที่ขนส่งสินค้าพิพาทไปยังท่าเรือกรุงเทพมหานคร เปิด ตู้สินค้าและนำสินค้าไปเก็บยังคลังสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทย เมื่อเรือไทยทับทิมซึ่งบรรทุกสินค้าพิพาทมาถึงการท่าเรือแห่ง ประเทศไทย บริษัทจำเลยเป็นผู้แจ้งการมาถึงของเรือไทยทับทิมและ สินค้าพิพาทให้ห้างหุ้นส่วนจำกัดมโนยนต์ผู้ซื้อสินค้าทราบ ยื่น คำร้องต่อการท่าเรือแห่งประเทศไทยขออนุมัตินำเรือไทยทับทิมเข้า จอดเทียบท่าตามเอกสารหมาย จ.11 ยื่นแสดงรายการสินค้าเพื่อขออนุมัติ นำสินค้าพิพาทไปเก็บในคลังสินค้า ว่าจ้างการท่าเรือแห่งประเทศไทย ให้ยกตู้สินค้าขึ้นจากเรือนำไปวางที่ลานพักตู้สินค้า ขออนุญาต กรมศุลกากรเปิดตู้สินค้า ตรวจนับและจดรายการสินค้าเพื่อป้องกัน การลักสินค้าและส่งมอบรายการสินค้าดังกล่าวให้แก่การท่าเรือแห่ง ประเทศไทยเพื่อเป็นหลักฐานในการรับมอบสินค้า จ้างการท่าเรือแห่ง ประเทศไทยนำสินค้าขึ้นรถบรรทุกไปเก็บไว้ที่คลังสินค้ามอบใบรับสินค้า แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดมโนยนต์ เพื่อใช้แสดงต่อกรมศุลกากรในการดำเนิน พิธีการศุลกากรและใช้แสดงต่อการท่าเรือแห่งประเทศไทยเพื่อรับสินค้า ซึ่งหากไม่มีใบรับสินค้านี้ก็ไม่สามารถจะไปรับสินค้าจากคลังสินค้า ของการท่าเรือแห่งประเทศไทยได้เห็นว่าการดำเนินการของจำเลยดัง ได้ความมาเป็นขั้นตอนสำคัญของการขนส่ง เพราะหากปราศจากการดำเนินการ ดังกล่าว สินค้าพิพาทย่อมไม่อาจถึงมือผู้ซื้อสินค้า พฤติการณ์ของ จำเลยจึงมีลักษณะเป็นการร่วมกันขนส่งสินค้าพิพาทกับสายเดินเรือ โอเรียนท์ โอเวอร์ซีส์ คอนเทนเนอร์ ไลน์ อันเป็นการขนส่งหลายทอด ตามวิธีการรับขนของทางทะเล โดยจำเลยเป็นผู้ขนส่งทอดสุดท้าย ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า สินค้า ตามฟ้องเกิดความเสียหายและสูญหายในระหว่างขนส่งหรือไม่ โดยจำเลย ฎีกาว่า สินค้าพิพาทอาจถูกบรรจุมาไม่ครบจำนวน ทั้งไม่ได้สูญหายใน ระหว่างการขนส่ง... ข้อเท็จจริงจึงน่าเชื่อตามรายงานผลการสอบสวน ข้อเท็จจริงกรณีสินค้าพิพาทสูญหายของการท่าเรือแห่งประเทศไทยเอกสาร หมาย จ.12 ว่า สินค้ารายนี้ได้นำเข้ามาในประเทศแล้ว แต่มาเกิด การสูญหายในช่วงเปิดตู้สินค้าและนำของเข้าเก็บในคลังสินค้า ดังนั้น เมื่อบริษัทจำเลยเป็นผู้ขนส่งทอดสุดท้ายและมีหน้าที่นำสินค้าไปเก็บ ยังคลังสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทยดังได้วินิจฉัยมาแล้ว จำเลยจึงต้องร่วมรับผิดในการสูญหายของสินค้าพิพาทตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 618 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใกล้เคียง อย่างยิ่งกับกฎหมายว่าด้วยการรับขนของทางทะเล ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า โจทก์ จะเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้เพียงใด โดยจำเลยฎีกาว่า ตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 การวินิจฉัย เรื่องค่าเสียหายในคดีนี้ จะต้องใช้กฎหมายว่าด้วยการขนส่งสินค้า ทางทะเลของประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นกฎหมายของประเทศที่คู่สัญญาตกลงกัน ไว้หรือพระราชบัญญัติว่าด้วยการรับขนส่งสินค้าทางทะเล ค.ศ. 1957 ของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นกฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญาได้ทำขึ้นบังคับ เห็นว่า แม้ปรากฏว่าบริษัทเซ็นทรัล ออโตโมทีพ โปรดักส์ จำกัด ผู้ขายจะมีสัญชาติญี่ปุ่น และส่งสินค้าพิพาทจากประเทศญี่ปุ่น โดยว่า จ้างสายเดินเรือโอเรียนท์ โอเวอร์ซีส์ คอนเทนเนอร์ ไลน์ ซึ่งมี สัญชาติฮ่องกงเป็นผู้ขนส่งสินค้ามายังประเทศไทย แต่การขายสินค้า รายนี้เป็นการขายให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัดมโนยนต์ผู้ซื้อในประเทศไทย การขนส่งสินค้าทอดสุดท้ายมายังประเทศไทยก็กระทำโดยบริษัทจำเลยซึ่ง จดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดในประเทศไทย เมื่อสินค้าเกิดสูญหายขึ้น ในประเทศไทย และโจทก์ได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ซื้อแล้วรับช่วงสิทธิ เรียกค่าเสียหายจากจำเลย จึงถือว่ามูลคดีเกิดขึ้นในประเทศไทย ต้องบังคับตามกฎหมายไทยหามีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2483 มาตรา 13 ให้ใช้กฎหมายใดบังคับตามฎีกาของจำเลยไม่ ฎีกาของจำเลยทุกข้อฟัง ไม่ขึ้น" พิพากษายืน
แหล่งที่มา :
ี่ 1112/2530
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลโดยเป็นบริษัทจำกัดตั้งอยู่ ในประเทศสหรัฐอเมริกา จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นบริษัทจำกัด จด ทะเบียนในประเทศเดนมาร์กเป็นเจ้าของกิจการเดินเรือระหว่าง ประเทศร่วมกัน และมีสำนักงานสาขาในประเทศไทยใช้ชื่อร่วมกันว่า
แหล่งที่มา :
3401/2529
โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทประกันภัยฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็น นิติบุคคลสัญชาติเดนมาร์ก ประกอบกิจการขนส่งทางทะเล มีสาขาสำนักงาน ในประเทศไทย ได้รับจ้างขนส่งสินค้าจากสหรัฐอเมริกามายังประเทศไทย ระหว่างขนส่งสินค้าได้สูญหายและเสียหายไป เป็นเงิน 523,225.52 บาท แต่จำเลยจะชำระให้เพียง 500 เหรียญสหรัฐอเมริกา โดยอ้างว่ากรณี ความเสียหายเช่นนี้ต้องใช้กฎหมายประเทศสหรัฐอเมริกาบังคับ โจทก์ ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยสินค้ารายนี้ได้จ่ายค่าเสียหายจำนวน 523,225.52 บาท ให้ผู้รับตราส่งเจ้าของสินค้าไป โจทก์จึงรับช่วง สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากจำเลย ขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลย ทั้งสองชำระเงินต้น 523,225.52 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ด ครึ่งต่อปีจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ว่า สัญญาขนส่งรายนี้คู่สัญญาได้ตกลง ทำกันที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยผู้ส่งมีสัญชาติอเมริกัน ส่วนจำเลย มีสัญชาติเดนมาร์ก ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พ.ศ. 2481 มาตรา 13 ได้ระบุให้นำกฎหมายแห่งถิ่นที่ทำสัญญามาใช้ บังคับแก่สัญญา จึงต้องใช้กฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางทะเล ค.ศ. 1936 ของประเทศสหรัฐอเมริกามาบังคับแก่กรณีนี้ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวได้ ระบุให้ผู้ขนส่งมีความรับผิดไม่เกิน 500 เหรียญสหรัฐอเมริกา ต่อ 1 หีบห่อสินค้า ทั้งใบตราส่งซึ่งเป็นสัญญาในการขนส่งสินค้า รายนี้ก็ได้กำหนดซ้อนลงไปอีกว่าให้นำกฎหมายว่าด้วยการขนส่งสินค้า ทางทะเลของสหรัฐอเมริกามาใช้แก่กรณีที่สินค้าสูญหายอีกด้วย โจทก์หามีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยชำระเงินเต็มจำนวนไม่ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ดจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินเต็มตามฟ้อง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิจารณาแล้ว เมื่ออะไหล่รถยนต์ที่ขนส่ง ได้มาถึงท่าเรือกรุงเทพมหานครของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็น ตำบลที่กำหนดให้ส่งและห้างหุ้นส่วนจำกัดสหายแทรกเตอร์ผู้รับตราส่ง ได้เรียกให้ส่งมอบของแล้ว แต่ปรากฎว่าตู้คอนเทนเนอร์ใบหนึ่งแตก สินค้าที่บรรจุบางส่วนสูญหายไป มูลคดีนี้จึงเกิดขึ้นในประเทศไทย ต้องบังคับกันตามกฎหมายแห่งประเทศไทย หามีปัญหาว่าจะพึงใช้กฎหมาย ใดบังคับ อันจะต้องวินิจฉัยตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วย การขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 ไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 609 วรรคสอง บัญญัติว่า รับขนของ ทางทะเลให้บังคับตามกฎหมายและกฎข้อบังคับว่าด้วยการนั้น แต่ ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการรับขนของทางทะเลใช้บังคับ และไม่ปรากฎว่ามีประเพณีการขนส่งทางทะเลที่ถือปฏิบัติกันอยู่ จึงต้องนำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะรับขนใน หมวดรับขนของ อันเป็นกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งมาปรับแก่คดี ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 625 ห้ามผู้ขนส่งกำหนดข้อความ ยกเว้นหรือจำกัดความรับผิดไว้ในใบรับ ใบตราส่ง หรือเอกสารอื่น ๆ ทำนองนั้น เว้นแต่ผู้ส่งจะได้แสดงความตกลงด้วยชัดแจ้งการที่จำเลย ได้ออกใบตราส่งเอกสารหมาย จ.2 หรือ ล.2 กำหนดเงื่อนไขไว้ด้านหลัง ว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดสำหรับความสูญหายหรือเสียหายของสินค้าเกินไป กว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรา 4(5) แห่งกฎหมายว่าด้วยการขนส่งสินค้า ทางทะเลของประเทศสหรัฐอเมริกา ก็คือการยกเว้นหรือจำกัดความรับผิด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 625 นั่นเอง เมื่อข้อความ ที่กล่าวนี้ระบุไว้ด้านหลังของใบตราส่งโดยไม่มีลายมือชื่อของผู้ ส่งสินค้าลงไว้ด้วย จึงฟังไม่ได้ว่าผู้ส่งได้แสดงความตกลงด้วย ชัดแจ้ง ข้อความจำกัดความรับผิดดังกล่าวไม่มีผลใช้ยันผู้ส่งได้ และ ไม่อาจใช้ยันห้างหุ้นส่วนจำกัดสหายแทรกเตอร์ ซึ่งได้รับช่วงสิทธิ มาจากผู้ส่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 627 ตลอดจนโจทก์ ผู้รับประกันภัยซึ่งรับช่วงสิทธิของผู้รับตราส่งมาอีกทอดหนึ่ง โจทก์จึงหาผูกพันให้ต้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยได้เพียง 500 เหรียญสหรัฐอเมริกาไม่ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยต้องรับผิด เกี่ยวกับสินค้าที่สูญหายตามฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลย ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ให้ดจำเลยทั้งสองใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 3,000 บาท แทนโจทก์.
แหล่งที่มา :
3223/2525
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ได้สมัครงานกับจำเลยที่ 1 ณ ประเทศสิงคโปร์ จำเลยที่ 1 รับโจทก์เป็นลูกจ้างประจำแล้วส่งมาทำงานในประเทศไทย ต่อมาจำเลยทั้งสี่ ได้ร่วมกันเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย พร้อมดอกเบี้ย เงินเดือน ค่าเบี้ยเลี้ยงชีพ เงินโบนัส ค่ารักษาพยาบาล ค่าพาหนะ ค่าที่จำเลยใช้รถโจทก์ ค่าซ่อมรถ ค่าภาษีและค่าปรับภาษีแก่โจทก์เป็นเงินรวม 5,506,684 บาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีสำนักงานสาขา ในประเทศไทย และสัญญาทำกันที่ต่างประเทศ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 มิได้จ้างโจทก์เป็นส่วนตัวและมิได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์จงใจทำให้จำเลยที่ 1 เสียหายอยู่เสมอ ละเลยไม่ปฏิบัติงาน ไม่เชื่อฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชา จำเลยจึงมีสิทธิเลิกจ้าง โจทก์นอกจากนี้โจทก์ยังทำให้เครื่องจักรของจำเลยที่ 1 เสียหายคิดเป็นเงิน 100,000 บาท และจำเลยที่ 1 ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการหาคนงานใหม่แทนโจทก์ เป็นเงิน 100,000 บาท ขอให้บังคับโจทก์ใช้ค่าเสียหายจำนวน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า โจทก์ไม่เคยประพฤติผิดหรือบกพร่องในหน้าที่ จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากโจทก์ ขอให้ยกฟ้องแย้ง ต่อมาโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2, ที่ 3 และที่ 4 ศาลแรงงานกลางอนุญาต ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยเป็นเงิน 63,296 บาท พร้อมดอกเบี้ย และสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 15,002.40 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องแย้งจำเลย โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่าสาขาของจำเลยที่ 1 ที่ประเทศสิงคโปร์ ทำสัญญาจ้างโจทก์ที่ประเทศสิงคโปร์แล้วส่งโจทก์มาทำงานใน ประเทศไทย โจทก์ทำงานยังไม่ครบ 1 ปี จำเลยที่ 1 ก็เลิกจ้างโจทก์ โจทก์และจำเลยที่ 1 มีสัญชาติอเมริกัน เห็นสมควรวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อ 2.2 เสียก่อน จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่าโจทก์จำเลยตกลงว่าจ้างกันที่ประเทศสิงคโปร์ ย่อมมีเจตนา ที่จะผูกพันกันตามกฎหมายสิงคโปร์เมื่อโจทก์ไม่นำสืบว่ากฎหมายในเรื่องค่าชดเชย ของประเทศสิงคโปร์บัญญัติไว้อย่างไร โจทก์จึงไม่มีสิทธิรับค่าชดเชย ศาลฎีกา พิเคราะห์ปัญหาข้อนี้แล้ว เห็นว่าตามกฎหมายไทย บุคคลที่อยู่ใน พระราชอาณาจักรไทยย่อมจะต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายไทยไม่ว่าจะเป็น กฎหมายมหาชนหรือกฎหมายเอกชน โดยเฉพาะในทางอาญา ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 4 บัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำความผิดในราชอาณาจักร ต้องรับโทษตามกฎหมาย" ในทางแพ่งข้อขัดแย้งระหว่างบุคคลต้องบังคับตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในบางกรณีหากมีปัญหาว่าจะใช้กฎหมาย ของประเทศใดบังคับ ก็ต้องเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติว่าด้วย การขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 ในปัญหาแรงงาน ส่วนใหญ่ต้องบังคับ ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงานและพระราชบัญญัติ แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 โดยเฉพาะพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 หมวด 10 มีบทบัญญัติกำหนดโทษทางอาญาแก่ผู้ฝ่าฝืนบทบัญญัติ มาตราต่าง ๆ ไว้ในมาตรา 128 ถึง 159 หากมีการกระทำผิดทางอาญาตาม พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 ภายในพระราชอาณาจักรไม่ว่า ผู้กระทำผิดจะเป็นคนสัญชาติใด ก็ต้องฟ้องร้องต่อศาลไทย และบังคับตาม กฎหมายไทยฉะนั้น เมื่อมีการขัดแย้งในปัญหาแรงงานในประเทศไทย ก็ต้อง ฟ้องร้องและบังคับตามกฎหมายไทยโดยไม่ต้องคำนึงว่าคู่กรณีจะมีเจตนา ให้ใช้กฎหมายของประเทศใดบังคับ เพราะเมื่อมีปัญหาแรงงานเกิดขึ้น ไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะแยกฟ้องร้องและบังคับตามกฎหมายของประเทศไทย เฉพาะแต่ในทางอาญา แต่ในปัญหาแรงงานแท้ ๆ ให้ฟ้องร้องและบังคับตาม กฎหมายของประเทศอื่นดังนี้เมื่อมีข้อพิพาทแรงงานระหว่างโจทก์และจำเลย ในประเทศไทย แม้จะมีการตกลงจ้างกันในประเทศสิงคโปร์ ก็ต้องฟ้องร้อง และบังคับคดีตามกฎหมายไทย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ในข้อ 2.1 ว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีสำนักงานในประเทศไทย สำนักงานของจำเลยที่ 1 ในประเทศไทยเป็นเพียงสำนักงานติดต่อเท่านั้น โจทก์ซึ่งมีหน้าที่นำสืบในข้อนี้ก็ไม่สามารถนำพยานหลักฐานมาแสดงว่า สำนักงานของจำเลยในประเทศไทยเป็นสำนักงานสาขาการที่ศาลแรงงานกลาง ฟังว่าโจทก์นำสืบว่าผู้จัดการฝ่ายบุคคลของจำเลยที่ 1 ในประเทศสิงคโปร์ ได้บอกว่าสำนักงานในประเทศไทยของจำเลยที่ 1 เป็นสำนักงานสาขาของ จำเลยที่ 1 แต่จำเลยมิได้นำสืบแก้ข้อนี้เลย จึงเป็นการขัดกับพยานหลักฐาน ในสำนวน เพราะเป็นการฟังพยานบอกเล่า ส่วนพยานจำเลยที่ 1 ให้การไว้ ชัดเจนว่าสำนักงานในกรุงเทพฯ ไม่ใช่สำนักงานสาขาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เป็นการอุทธรณ์ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลแรงงานกลาง จึงเป็นการอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้ง ศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 54 ศาลฎีกาไม่รับ วินิจฉัยให้ ต่อไปศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ว่า ค่าเสียหายอย่างอื่นตามฟ้อง (นอกเหนือไปจากค่าชดเชย) โจทก์และ จำเลยที่ 1 มีภูมิลำเนาในประเทศไทย เมื่อโจทก์และจำเลยมิได้ตกลงกันไว้ ชัดแจ้งว่า เมื่อมีคดีพิพาทกันขึ้นจะใช้กฎหมายใดบังคับ จึงเป็นที่เห็นได้ โดยปริยายว่าโจทก์จำเลยมีเจตนาให้ใช้กฎหมายของประเทศไทยบังคับ ปัญหาข้อนี้ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่าโจทก์จำเลยทำสัญญาจ้างกันที่ ประเทศสิงคโปร์ เมื่อมีปัญหาว่าจะใช้กฎหมายใดบังคับ ต้องพิจารณาตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 มาตรา 13 ซึ่งบัญญัติว่า "ปัญหาว่าจะพึงใช้กฎหมายใดบังคับสำรับสิ่งซึ่งเป็นสารสำคัญ หรือผลแห่งสัญญานั้นให้วินิจฉัยตามเจตนาของคู่กรณี ในกรณีที่ไม่อาจ หยั่งทราบเจตนาชัดแจ้งหรือโดยปริยายได้ ถ้าคู่สัญญามีสัญชาติอันเดียวกัน กฎหมายที่จะใช้บังคับก็ได้แก่กฎหมายสัญชาติอันร่วมกันแห่งคู่สัญญา ถ้าคู่สัญญาไม่มีสัญชาติอันเดียวกัน ก็ให้ใช้กฎหมายแห่งถิ่นที่สัญญานั้น ได้ทำขึ้น" ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า ผู้จัดการฝ่ายบุคคลของจำเลยที่ 1 ประจำสำนักงานสาขาประเทศสิงคโปร์และเป็นคนรับโจทก์เข้าทำงาน เบิกความว่า สัญญาจ้างทำที่ประเทศสิงคโปร์ จึงต้องบังคับตามกฎหมายของ ประเทศสิงคโปร์ ปัญหาข้อนี้โจทก์มิได้นำสืบถึงเลยว่าได้ตกลงกันไว้อย่างใด หรือไม่ กรณีจึงพอเป็นที่ทราบเจตนาของโจทก์จำเลยได้โดยปริยายว่า โจทก์จำเลยได้ตกลงกันให้บังคับตามกฎหมายของประเทศสิงคโปร์ แต่คู่ความมิได้นำสืบว่ากฎหมายของประเทศสิงคโปร์ในข้อนี้มีอยู่อย่างไร จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์ในประเด็นข้อนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าขณะที่โจทก์จำเลย ทำสัญญาจ้างกัน ไม่มีพยานหลักฐานว่าทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าอย่างไร เกี่ยวกับเรื่องนี้ พฤติการณ์ที่พอจะอนุมานเจตนาของคู่กรณีก็ไม่ปรากฏ คำเบิกความของพยานจำเลยที่ศาลแรงงานกลางหยิบยกมาวินิจฉัยนี้มิใช่ พยานหลักฐานที่จะฟังว่าคู่กรณีมีเจตนาที่จะให้ใช้กฎหมายของประเทศใด บังคับแก่กรณีตามฟ้อง แต่เป็นเพียงความเห็นของพยานเท่านั้น ดังนี้จึงต้อง ถือว่าไม่อาจทราบเจตนาชัดแจ้งหรือโดยปริยายว่าคู่กรณีประสงค์จะให้ใช้ กฎหมายของประเทศใดบังคับ ปรากฏว่าคู่กรณีมีสัญชาติอเมริกันทั้งสองฝ่าย กฎหมายที่ใช้บังคับแก่กรณีตามฟ้องจึงต้องเป็นกฎหมายสัญชาติอันร่วมกัน ของคู่กรณี ซึ่งได้แก่กฎหมายของสหรัฐอเมริกา แต่ไม่มีฝ่ายใดนำสืบว่ากฎหมาย ของสหรัฐอเมริกาในเรื่องนี้มีอยู่อย่างไร กรณีจึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมาย พุทธศักราช 2481 มาตรา 8 คือให้ใช้กฎหมาย ภายในของประเทศไทย ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ในข้อนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย โจทก์อุทธรณ์ต่อไปว่า โจทก์ได้รับเงินเดือนเดือนละ 63,296 บาท เบี้ยเลี้ยงชีพเดือนละ 31,050 บาท แต่ศาลแรงงานกลางมิได้นำเบี้ยเลี้ยงชีพ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้างมาเป็นฐานคำนวณค่าชดเชย ค่าชดเชย และดอกเบี้ยตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลางจึงไม่ถูกต้อง พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า เบี้ยเลี้ยงชีพที่จำเลยที่ 1 จ่ายให้โจทก์มีจำนวนแน่นอน จ่ายให้เป็น ประจำเป็นรายเดือนเช่นเดียวกับเงินเดือน จึงเป็นเรื่องที่จ่ายเพื่อตอบแทน การทำงานในเวลาทำงานปกติของวันทำงาน ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าจ้าง และต้องนำมารวมกับเงินเดือนเพื่อคำนวณค่าชดเชยด้วย เงินเดือนและ เบี้ยเลี้ยงชีพที่จำเลยที่ 1 จ่ายให้โจทก์รวมกันเป็นเงินเดือนละ 94,346 บาท โจทก์ทำงานไม่ครบ 1 ปี มีสิทธิได้ค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้าง 1 เดือน เป็นเงิน 94,346 บาท ไม่ใช่ 63,296 บาท ตามคำวินิจฉัยของศาลแรงงานกลาง อุทธรณ์โจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์นำสืบว่าจำเลยบอกเลิกจ้างในวันที่ 24 ธันวาคม 2524 และเลิกจ้างในวันนั้นพอนุมานได้ว่าโจทก์ฟ้องเรียกสินจ้าง แทนการบอกกล่าวล่วงหน้าก่อนการเลิกจ้างมาด้วย และพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเป็นเงิน 15,002 บาท 40 สตางค์ด้วยนั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่าตามคำฟ้องและคำขอท้ายฟ้องของโจทก์ไม่ได้ขอให้ จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวนนี้ เพียงแต่ได้ความว่าจำเลยบอกเลิกจ้างและเลิกจ้าง ในวันเดียวกันยังไม่พออนุมานได้ว่าโจทก์ฟ้องเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าว ล่วงหน้า คำพิพากษาของศาลแรงงานกลางในส่วนนี้จึงเกินคำขอของโจทก์ ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 52 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องชำระเงินจำนวนนี้ให้โจทก์ อย่างไรก็ดี ศาลแรงงานกลางยังมิได้วินิจฉัยปัญหาเรื่องค่าเสียหายอย่างอื่น ตามฟ้อง (นอกเหนือไปจากค่าชดเชย) ศาลฎีกาเห็นสมควรย้อนสำนวนให้ ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยปัญหาข้อนี้เสียก่อน พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าชดเชย เท่ากับค่าจ้าง 30 วัน เป็นเงิน 94,346 บาทพร้อมทั้งดอกเบี้ยในเงินต้น 94,346 บาท ในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันเลิกจ้างจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์โดย จำเลยที่ 1 ไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้โจทก์ และให้ยก คำพิพากษาศาลแรงงานกลางเฉพาะในประเด็นที่มิได้วินิจฉัยเรื่องค่าเสียหาย อย่างอื่นตามฟ้อง (นอกเหนือไปจากค่าชดเชย) ให้ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย เฉพาะปัญหาข้อนี้แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปความ
แหล่งที่มา :
กำลังแสดงหน้าที่ 1/1
1
กลับหน้าแรก | กลับฎีกาเฉพาะเรื่อง