Home
 
ค้นหาข้อมูล
ฏีกาเฉพาะเรื่อง ความผิดฐานทำให้เครื่องหมายจราจรเสียหาย  มาตรา 29
คำพิพากษาฎีกาทั้งหมด 20 เรื่อง
คำพิพากษาฎีกาที่
รายละเอียด
2255/2522
บรรยายฟ้องว่าจำเลยมีเจตนาจะให้รถยนต์ที่ผู้ตายขับชนกับ รถโดยสารประจำทางซึ่งจำเลยย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น อยู่แล้วว่า เมื่อรถโดยสารแล่นสวนทางมาในระยะใกล้ หากจำเลย ได้หยุดและหักรถหลบเข้ามาทางซ้าย ผู้ตายต้องหลบมาทางขวา จะชนกับรถโดยสารในทันที ผู้ตายและผู้โดยสารต้องถึงแก่ความตาย และบาดเจ็บสาหัส และรถทั้งสองชนกันมีคนตายและบาดเจ็บสาหัส สมดังเจตนาของจำเลย หรือมิฉะนั้นก็ขับรถด้วยความประมาท แสดงว่าฟ้องมีความประสงค์ให้ลงโทษอย่างใดอย่างหนึ่ง หาใช่ขอให้ลงโทษทั้งสองอย่างไม่ ฟ้องโจทก์จึงชอบด้วย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) และจำเลยเข้าใจฟ้องได้ดี ฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ 1547/2511) จำเลยขับรถปิดเส้นทางไม่ยอมให้ผู้ตายซึ่งขับรถตามหลังมาแซง ขึ้นหน้า เมื่อรถโดยสารประจำทางแล่นสวนทางมา จำเลยก็แกล้งเบรค ให้รถหยุดในทันที การกระทำเช่นนี้จำเลยย่อมเล็งเห็นได้ว่าผู้ตายต้อง หักหลบไปทางขวาและชนกับรถโดยสารนั้น ซึ่งจำเลยย่อมเล็งเห็นผล ของการกระทำของจำเลยได้ว่าจะมีผู้ได้รับอันตรายบาดเจ็บและตาย เกิดขึ้นจากเหตุที่รถยนต์ชนกันนั้น ฉะนั้นเมื่อผู้ตายถึงแก่ความตาย ด้วยผลแห่งการกระทำของจำเลยดังกล่าว จึงได้ชื่อว่าจำเลยมีเจตนา ฆ่าผู้ตาย
แหล่งที่มา :
2464/2521
เมื่อโจทก์มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยขับรถจักรยานยนต์แซงขึ้น หน้ารถคันอื่นตรงบริเวณทางแยก ข้อเท็จจริงดังกล่าวก็เป็นข้อเท็จจริง นอกเหนือจากฟ้อง จะรับฟังลงโทษจำเลยหาได้ไม่ เพราะเป็นการ ฝ่าฝืนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) และ มาตรา 192วรรคแรก
แหล่งที่มา :
1672/2521
จำเลยที่ 2 ขับรถผ่านทางแยกด้วยความเร็วสูงกว่า 20 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง ซึ่งเกินกว่าอัตราความเร็วที่กฎหมายกำหนด ทั้งๆ ที่จำเลยที่ 2 เห็นอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 1 กำลังขับรถเลี้ยวขวาผ่านทางแยก ขณะที่เห็น รถจำเลยที่ 2 อยู่ห่างทางแยกถึง 40 เมตร ซึ่งเป็นระยะทางไกลพอสมควร ที่จำเลยที่ 2 สามารถจะลดความเร็วลงได้ให้พอแก่ความปลอดภัย แต่หาได้กระทำไม่ เป็นเหตุให้ชนรถที่จำเลยที่ 1 ขับ จนมีผู้ได้รับ อันตรายแก่กายสาหัส จึงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำโดยประมาทแล้ว
แหล่งที่มา :
947/2521
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 ปรับ 1,000 บาท กระทงหนึ่ง ผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2477 มาตรา 66 ปรับ 1,000 บาท อีกกระทงหนึ่ง รวมปรับ 2,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ เป็นความผิดกรรมเดียวหลายบท ลงโทษตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 บทหนัก ปรับ 1,000 บาท โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลย ขับรถยนต์โดยประมาท โดยขับรถยนต์แซงรถยนต์บรรทุกซึ่งนายพยอมขับ ขณะนั้นนายสมจิตรขับรถยนต์บรรทุกสวนทางมา เป็นเหตุให้รถยนต์ที่จำเลย ขับชนรถยนต์บรรทุกที่นายสมจิตรขับ มีผู้ได้รับอันตรายแก่กาย เห็นว่าการกระทำของ จำเลยดังกล่าว นอกจากจะเป็นความผิดฐานขับรถยนต์โดยประมาท เป็นเหตุ ให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 แล้ว ยังเป็นความผิดฐานขับรถยนต์โดยประมาทน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตราย แก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นตามฟ้อง ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2477 มาตรา 29 ซึ่งแก้ไขโดยพระราชบัญญัติจราจรทางบก (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2508 มาตรา 7 ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 59 พ.ศ. 2515 ข้อ 6, 11 ด้วย ตามพฤติการณ์แห่งการกระทำเช่นนี้ถือว่าเป็นกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมาย หลายบท ซึ่งต้องลงโทษตามกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ดังที่ศาลอุทธรณ์ วินิจฉัยและพิพากษามาชอบแล้ว" พิพากษายืน
แหล่งที่มา :
2918/2519
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานขับรถผ่านทางแยก โดยใช้อัตราความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด (20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ข้อหาอื่นให้ยก ศาลอุทธรณ์พิพากษาปรับบทลงโทษที่ศาลชั้นต้นมิได้ระบุ มาตราว่าเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติการจราจรทางบกพุทธศักราช 2477 มาตรา 29(4) ส่วนข้อหาจำเลยขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่น รับอันตรายสาหัสนั้น เป็นอุทธรณ์ต้องห้าม ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2517 มาตรา 3 ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยให้ที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จึงเป็นฎีกา โต้แย้งข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นได้ฟังมา ซึ่งมิได้เป็นข้อที่ได้ยกขึ้น ว่ากันมาแล้วในชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้
แหล่งที่มา :
685/2519
พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์ด้วยความประมาท ชนเฉี่ยวรถที่ บ. ขับมาได้รับความเสียหาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติ จราจรทางบก พ.ศ.2477 มาตรา 29,66 ตามที่แก้ไข ดังนี้ ด. เจ้าของรถคัน ที่ถูกชนไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยในข้อหาความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก เพราะยังเรียกไม่ได้ว่าได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิดฐานใดฐาน หนึ่งตามความหมายของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) แม้ศาลชั้นต้นจะได้อนุญาตให้ ด. เข้าร่วมเป็นโจทก์ และเมื่อศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง ด. อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ย่อมยกอุทธรณ์เสียโดยเหตุที่ โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้เสียหายไม่มีอำนาจฟ้องได้
แหล่งที่มา :
2082/2517
การที่โจทก์ฟ้องหาว่าจำเลยขับรถโดยประมาท เป็นเหตุให้ เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจและทรัพย์สินของโจทก์ร่วมและบุคคลอื่นนั้น ความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้ได้รับ ความเสียหายเนื่องจากการกระทำความผิดฐานนี้โดยตรง จึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ตามกฎหมาย และไม่มีสิทธิอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดตาม พระราชบัญญัติดังกล่าวได้ ส่วนความผิดฐานกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 โจทก์ร่วมเป็นผู้เสียหาย มีสิทธิจะอุทธรณ์ฎีกาตามลำพังได้ ปัญหาที่ว่า ตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังมา จะถือว่าการกระทำ ของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา390 หรือไม่นั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมาย การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย โดยเห็นว่า เป็นปัญหาข้อเท็จจริงนั้น ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย นั้นไปทีเดียว โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา พิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208(2) ประกอบด้วยมาตรา 225 จำเลยขับรถยนต์แซงรถบรรทุกหินซึ่งจอดอยู่ที่ขอบถนน ด้านซ้ายในเส้นทางของรถจำเลย ล้ำเข้าไปในเส้นทางของรถ โจทก์ร่วมที่กำลังสวนทางมา และตรงที่เกิดเหตุมีเส้นแบ่ง แนวจราจรเป็นเส้นทึบคู่ห้ามขับรถคร่อมไปตามเส้นหรือ ล้ำออกนอกเส้นทางไปทางขวา เพื่อป้องกันอันตราย เป็นเหตุให้ รถทั้งสองคันชนกันในเส้นทางของรถโจทก์ร่วม โดยจำเลย มิได้ใช้ความระมัดระวังให้เพียงพอกับวิสัยและพฤติการณ์ โดยมองไปข้างหน้าว่ามียานพาหนะอื่นใดสวนทางมาหรือไม่ หรือหากมองไม่เห็น เพราะมีส่วนโค้งของถนนหรือสะพานบังอยู่ ก็ชอบที่จะชะลอรถให้ช้าลงเมื่อเห็นว่าปลอดภัยดีแล้วจึงค่อยแซง รถที่จอดอยู่ขึ้นไป ดังนี้นับว่าเป็นความประมาทของจำเลย หาใช่อุบัติเหตุไม่
แหล่งที่มา :
1460/2517
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 กระทงหนึ่งจำคุก 15 วัน และตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก อีกกระทงหนึ่ง จำคุก 2 เดือน กับให้ถอนใบอนุญาตขับรถของจำเลย ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะให้ยกคำขอให้ถอนใบอนุญาตขับรถ ของจำเลยเสีย โจทก์ฎีกาคัดค้านดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ที่ไม่ถอน ใบอนุญาตขับรถ อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไข เล็กน้อย จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218
แหล่งที่มา :
1411/2517
บิดาผู้แทนโดยชอบธรรมของ ว. ผู้ตาย เป็นโจทก์ฟ้องว่า จำเลยขับรถยนต์โดยประมาทชนรถจักรยานยนต์ซึ่ง ว. ขับขี่ และ มี ป. นั่งซ้อนท้ายเป็นเหตุให้ ว. ถึงแก่ความตาย และ ป. บาดเจ็บสาหัส ขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390 ศาลชั้นต้น พิจารณาคดีนี้รวมกับคดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลย ในข้อหาความผิดอย่างเดียวกัน แล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์คดีนี้ อุทธรณ์ ดังนี้ เมื่อศาลอุทธรณ์เห็นว่า เหตุที่รถชนกันเกิดจาก ความประมาทของจำเลยฝ่ายเดียว แต่โจทก์ไม่ใช่ผู้เสียหาย ในความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ก็จะพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 390 แล้วปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตรา 291 ซึ่งเป็นบทหนักไม่ได้ เพราะโจทก์มิใช่ผู้จัดการแทน ผู้เสียหาย ในความผิดที่จำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ ป. ได้รับ บาดเจ็บสาหัสต้องพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 291 บทเดียว
แหล่งที่มา :
919/2517
ผู้ขับรถเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน ของผู้อื่นนั้น แม้จะหยุดกระทำการช่วยเหลือตามสมควรแล้ว และมิได้จงใจหลบหนี แต่ละเลยไม่ไปแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ที่ใกล้เคียงทันที ผู้ขับรถนั้นย่อมมีความผิดตามพระราชบัญญัติ จราจรทางบก พ.ศ. 2477 มาตรา 30 วรรคแรก
แหล่งที่มา :
1770/2516
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2477 มาตรา 29(4), 66 ที่แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว จำเลยที่1 ฝ่ายเดียวอุทธรณ์ว่าจำเลยที่ 2 กระทำประมาทฝ่ายเดียว ขอให้ยกฟ้อง แม้จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์โต้แย้งในเรื่องบาดแผลมาด้วย ศาลอุทธรณ์ ก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยได้ แม้การขับรถของจำเลยเป็นที่น่าหวาดเสียว เป็นเหตุให้เกิดชนกัน อย่างแรง ต่างเสียหายมากอย่างไรก็ตาม เมื่อลักษณะบาดแผลของ ผู้เสียหายที่ได้รับมีเพียงเจ็บบริเวณข้อศอกและปลายแขนซ้ายมี รอยช้ำเล็กน้อย รักษาประมาณ 2 วัน เท่านี้ ยังไม่รุนแรงจนเป็นเหตุ ให้เกิดอันตรายแก่กาย อันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 390
แหล่งที่มา :
606/2515
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเลี้ยวรถโดยไม่ได้ให้สัญญาณเลี้ยว พยานโจทก์เบิกความแต่เพียงว่าไม่เห็นรถคันที่จำเลยขับ ให้ สัญญาณเลี้ยว จำเลยเบิกความว่าขณะเลี้ยวจำเลยได้ให้ สัญญาณไฟเลี้ยวแล้ว ศาลชั้นต้นเห็นว่าตามพระราชบัญญัติ จราจรทางบก เมื่อจะเลี้ยวรถจะต้องให้สัญญาณแตรเสียก่อน จึงฟังว่าจำเลยไม่ให้สัญญาณแตรก่อนเลี้ยวรถ ทั้งๆ ที่ พยานโจทก์มิได้เบิกความถึงเรื่องสัญญาณแตร และจำเลย ก็มิได้เบิกความรับเช่นนั้น ดังนี้ ย่อมเป็นการวินิจฉัยนอกเหนือ พยานหลักฐานในสำนวน
แหล่งที่มา :
1199/2510
จำเลยที่ 1 เป็นนักเรียนหัดขับรถยนต์ยังไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ จำเลยที่ 2 ได้รับใบอนุญาตขับขี่แต่ยังไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นครูฝึกสอน ขับรถยนต์ ได้นั่งควบคุมไปด้วย ถนนที่จำเลยหัดขับนั้นไม่ได้รับอนุญาต ให้เป็นถนนสำหรับฝึกหัดขับรถยนต์ ในวันเวลาเกิดเหตุถนนตอนนั้น มีผู้คนพลุกพล่านฝนตกถนนลื่น จำเลยที่ 1 ขับจะเฉี่ยว รถสามล้อเครื่อง หรือหักหลบรถสามล้อเครื่องไม่พ้น จำเลยที่ 2 ซึ่งนั่งควบคุมไปด้วย ต้องเข้าช่วยถือพวงมาลัยและให้จำเลยที่ 1 ปล่อยมือ จำเลยที่ 1 จึงปล่อยมือแต่เท้ายังเหยียบคันเร่งน้ำมันอยู่ จำเลยที่ 2 หักพวงมาลัย เบนขวาเพื่อให้พ้นสามล้อเครื่อง เป็นเหตุให้รถพุ่งข้ามถนนชนต้นไม้ และคนถึงบาดเจ็บและตาย จึงเป็นการกระทำโดยประมาทของจำเลยที่ 1 ด้วย
แหล่งที่มา :
775/2510
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2507 เวลากลางวันจำเลย ขับรถยนต์โดยสารด้วยความประมาทด้วยความเร็วสูงในที่คับขันและมิได้ ให้สัญญาณแตร ขณะรถกำลังแล่นขึ้นสะพานและในที่สูง ซึ่งมองเห็นทาง ข้างหน้า น่าหวาดเสียว อาจเกิดอันตรายแก่ประชาชนทั้งขับล้ำกึ่งกลาง กินทางขวาโดยตั้งใจกีดขวางทางเป็นเหตุให้รถชนนายชิ้น แซ่โค้ว ตาย ขอให้ลงโทษ จำเลยให้การปฏิเสธ นางกิม นายฮง ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามโจทก์ฟ้อง ให้จำคุก 5 ปี จำเลยอุทธรณ์แล้วต่อมาขอถอนฟ้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์สั่งว่า ศาลอุทธรณ์ได้ปรึกษาคดีตัดสินไว้เสร็จแล้วกำลังจะ ส่งเรื่องไปอ่านคำพิพากษาที่ศาลชั้นต้นเท่านั้น จึงไม่อนุญาตให้ถอนฟ้อง แล้วศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าจำเลยขับรถเร็วโดยประมาท ปราศจากความระมัดระวัง เป็นเหตุให้รถที่จำเลยขับชนผู้ตายฎีกาโจทก์ฟังขึ้น ที่โจทก์ฎีกาว่า คดีนี้จำเลยร้องขอถอนฟ้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ ไม่อนุญาตให้ถอนฟ้องเป็นการไม่ชอบนั้น เห็นว่าการถอนฟ้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์จะอนุญาตหรือไม่อนุญาตประการใดแล้วแต่ศาลอุทธรณ์ จะเห็นสมควร ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ไม่อนุญาตให้จำเลยถอนฟ้องอุทธรณ์นั้น เป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ที่จะทำได้ ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นว่า จำเลยมีความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2477 มาตรา 29(4), 66 ให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 291 ซึ่งเป็น กระทงหนักจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้นี้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มา :
769/2510
จำเลยเป็นหญิงอายุ 28 ปี ขับรถมาคนเดียว ขณะหยุดรถ รอสัญญาณไฟเมื่อเวลา 21 นาฬิกาได้มีคนร้ายเปิดประตูรถเข้าไปนั่งคู่ และใช้ระเบิดมือขู่ให้ขับรถไป จำเลยตกใจขับรถฝ่าฝืนสัญญาณไฟ ออกไปชนรถที่แล่นสวนมาโดยไม่ได้เจตนาตามพฤติการณ์เช่นนี้ จะว่าการชนเกิดเพราะความประมาทของจำเลยไม่ได้ เพราะบุคคลที่อยู่ ในภาวะตกตะลึงกลัวจะให้มีความระมัดระวังเช่นบุคคลปกติหาได้ไม่ เมื่อจำเลยไม่ได้จงใจหรือประมาทเลินเล่อทำละเมิด จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด ในความเสียหายที่รถชนกันนั้น
แหล่งที่มา :
261/2510
คดีนี้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยนำเอารถยนต์ซึ่งขาดการต่ออายุเสียภาษี มาใช้ขับขี่บนถนนหลวง จำเลยขับโดยประมาทและด้วยความเร็วสูง รถของ จำเลยจึงชนเฉียดรถจักรยานยนต์ของนายสงครามล้มลง เป็นเหตุให้ นายสงครามถึงแก่ความตาย และนายโปจ๋ายได้รับอันตรายสาหัสขอให้ลงโทษ จำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2477 มาตรา 29,66 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2508 มาตรา 7, 13 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291,300, 90 จำเลยให้การรับสารภาพและโจทก์จำเลยไม่สืบพยาน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2477 มาตรา 29, 66 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2508 มาตรา 7, 13 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300, 90 ลดโทษแล้วคงจำคุกจำเลย 1 ปี 6 เดือน จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลดโทษและรอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกถึง 10 ปีด้วยแต่ ศาลชั้นต้นมิได้สอบถามจำเลยเรื่องทนายความและดำเนินการพิจารณาคดีไป โดยไม่มีทนาย แล้วพิพากษาลงโทษจำเลยนั้นเป็นการฝ่าฝืนบทกฎหมาย ไม่ชอบที่จะกระทำได้ ศาลอุทธรณ์จึงพิพากษาให้ยกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาเสียให้ถูกต้อง แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี โจทก์ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น แล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีนั้น เป็นการพิพากษาโดยอาศัยอำนาจตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208(2) จึงเป็นปัญหาว่า กรณีไหนที่ควรใช้อำนาจดังกล่าว และกรณีไหนที่ไม่จำเป็นต้องใช้ซึ่งคดีนี้โจทก์ เห็นว่าจำเลยให้การรับสารภาพ และโจทก์จำเลยต่างแถลงไม่สืบพยาน แม้ ศาลชั้นต้นจะดำเนินกระบวนพิจารณาบกพร่องในเรื่องทนายตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 โจทก์ก็เห็นว่าจำเลย มิได้เสียความยุติธรรมหรือเสียเปรียบในการดำเนินคดีประการใดจึงถือได้ว่า ไม่เป็นการจำเป็น ชอบที่ศาลอุทธรณ์จะวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยไป ไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นพิพากษาใหม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กรณีเช่นใดจะถือว่าเป็นการจำเป็นต้องตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208(2) นั้น ศาลฎีกา เห็นว่าจำจะต้องพิจารณาแต่ละเรื่องละรายไป แล้วแต่ความจำเป็น เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ซึ่งจะทำให้จำเลยเสียเปรียบหรือไม่ สำหรับคดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย โดยที่ศาลชั้นต้น มิได้สอบถามจำเลยเรื่องทนายเสียก่อน จึงเห็นได้ว่าทำให้จำเลยเสียเปรียบ ในการดำเนินคดี ย่อมเป็นการจำเป็นที่จะให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวน พิจารณาเสียใหม่ให้ถูกต้อง เพราะถ้าศาลชั้นต้นได้สอบถามจำเลยในเรื่อง ทนายเสียก่อนและจำเลยมีทนาย ทนายก็อาจดำเนินคดีรักษาประโยชน์ ให้จำเลยมาแต่แรกซึ่งเป็นผลดีแก่จำเลยได้และคดีนี้ศาลฎีกาเห็นเป็น การจำเป็นที่จะให้ศาลชั้นต้นทำการพิจารณาพิพากษาใหม่ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208(2) พิพากษายืน
แหล่งที่มา :
202/2510
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขับรถโดยประมาท ทำให้ผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจร และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 390 ให้ปรับ 600 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า สำหรับความผิดพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2477 โจทก์ร่วมไม่ใช่ผู้ได้รับความเสียหายเนื่องจากการกระทำผิด ฐานนี้โดยตร งโจทก์ร่วมจึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 2(4) ไม่มีสิทธิฎีกา ขอให้ลงโทษจำเลยในความผิด ตามพระราชบัญญัติจราจร สำหรับความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตราย แก่กายอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 390 นั้น ปรากฏว่า นายวิชัยโจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บเพียงโหนกแก้มขวาหนังถลอกโตกลมประมาณ 3 เซ็นติเมตร เข่าขวาบวมโตกลมประมาณ 5 เซนติเมตร ศอกซ้ายรอยหนัง ถลอกโตกลมประมาณ 5 เซนติเมตร รักษาประมาณ 4 วัน ยังถือไม่ได้ว่า นายวิชัยโจทก์ร่วมได้รับอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 390 เมื่อคดีไม่มีทางลงโทษตามมาตรา 390 ได้ ศาลฎีกาไม่จำต้องวินิจฉัยว่าการ กระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยประมาทหรือไม่ พิพากษายืน
แหล่งที่มา :
1288/2508
ฟ้องกล่าวว่า จำเลยบังอาจขับรถแซงรถเมล์โดยฝ่าฝืนป้ายห้ามแซง ของเจ้าพนักงานที่ติดตั้งไว้ เป็นเหตุให้ชนรถเมล์เสียหายและหมุดคอสะพาน เสียหาย ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยขับรถสวนกับรถเมล์เหลืองแล้วเกิด ชนกันเสียหาย ดังนี้ เมื่อตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกฯ ไม่มีบทวิเคราะห์ ศัพท์คำว่า "แซง" ไว้ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2493 คำว่า "แซง" หมายความถึงกิริยาที่แทรกหรือเสียด ซึ่งหมายความว่า เบียดเข้าไป หรือเฉียดไป เมื่อไม่มีบทกฎหมายบัญญัติความหมาย ไว้เป็นพิเศษโดยเฉพาะ ก็ต้องตีความตามความหมายธรรมดาคือ หมายถึงกิริยาแทรกหรือเสียด คือ เบียดเข้าไปหรือเฉียดไป ตามฟ้อง ของโจทก์จึงมีความหมายไปในทางที่ว่า ขับรถเสียดหรือแทรกรถเมล์ได้ ซึ่งอาจจะเป็นไปในทางที่แล่นขึ้นหน้าหรือสวนกัน จะตีความหมายว่า แซง หมายถึงขับรถขึ้นหน้าแต่อย่างเดียวดังที่จำเลยโต้เถียงขึ้นมาหาได้ไม่ และตามฟ้องที่บรรยายมาก็แสดงให้เห็นอยู่ว่า รถทั้งสองคันมุ่งหน้า ไปคนละทางจะสวนกัน ข้อเท็จจริงในการพิจารณายังเรียกไม่ได้ว่า แตกต่างกับฟ้อง
แหล่งที่มา :
567/2506
ผู้ที่ขับรถยนต์หลีกรถที่จอดอยู่ขึ้นไปทางขวากินทางของฝ่ายรถ ที่สวนมาข้างหน้านั้นตามวิสัยจะต้องเป็นฝ่ายใช้ความระมัดระวังให้ เพียงพอ มิฉะนั้นอาจถือว่าเป็นการเสี่ยงภัยของตนเองได้ จำเลยขับรถบรรทุกหลีกรถที่จอดอยู่ขึ้นไปทางขวาปิดทางรถที่ กำลังลงสะพานสวนมาข้างหน้าโดยมิได้ชลอความเร็วทำให้ผู้ขับรถสวน มาไม่สามารถแก้ไขอย่างอื่นได้นอกจากห้ามล้อทันทีเป็นเหตุให้รถที่สวน มาเสียหลักการทรงตัวไถลเอาข้างไปชนรถจำเลยเข้า เกิดอันตรายแก่รถ และผู้ที่นั่งมาด้วยเช่นนี้ จำเลยย่อมมีความผิดฐานขับรถโดยประมาท
แหล่งที่มา :
622/2502
รถยนต์เก๋งออกพ้นปากตรอกมาคารางรถรางอยู่ก่อนแล้วและไม่ สามารถจะแล่นต่อไปในถนนได้ เพราะกำลังมีรถยนต์แล่นผ่านไปมาทั้ง จะถอยหลังก็ไม่ได้เพราะจะชนรถยนต์บรรทุกที่แล่นสวนเข้าตรอกไปเวลา นั้นจำเลยกำลังขับรถรางมาและจำเลยเห็นรถยนต์เก๋งในระยะไกล ประมาณ 30 เมตรจำเลยก็ไม่หยุดหรือเบารถราง แต่จำเลยกลับโบกมือ ให้รถยนต์เก๋งถอยออกไป ต่อเมื่อเข้ามาในระยะใกล้แล้วจำเลยจึงได้ พยายามหยุดรถ แต่หยุดไม่ทันท่วงทีรถรางจึงชนรถยนต์เก๋งเสียหาย เช่นนี้ ถือว่าจำเลยกระทำโดยประมาทตามกฎหมายแล้ว ฎีกาว่า ศาลฟังข้อเท็จจริงโดยไม่มีพยานหลักฐานในสำนวนสนับสนุน เป็นฎีกาในข้อกฎหมาย แต่ถ้าฎีกาว่า ศาลฟังโดยมีพยานหลักฐานแต่ไม่ควรฟังดังนั้น เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
แหล่งที่มา :
กำลังแสดงหน้าที่ 1/1
1
กลับหน้าแรก | กลับฎีกาเฉพาะเรื่อง